กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 134% ในปี 2568 แตะที่ระดับ 7.201 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าระดับ 3.075 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2567 กว่าเท่าตัวแม้มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความวิตกกังวลในตลาดและส่งผลกระทบต่อแนวโน้มของบริษัทจดทะเบียนก็ตาม
การที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้ นับว่าสวนทางกับกระแส "Sell America" หรือกระแสการเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก รวมทั้งความวิตกกังวลที่ว่ารัฐบาลทรัมป์จะคุกคามความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
หากไม่นับรวมหมู่เกาะเคย์แมนและไอร์แลนด์แล้ว นอร์เวย์ติดอันดับ 1 ในฐานะผู้ซื้อหุ้นในตลาดสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 8.18 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนสิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้ซื้ออันดับหนึ่งในปี 2567 หล่นลงมาอยู่ที่อันดับ 2 ด้วยยอดซื้อ 7.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เกาหลีใต้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่เช่นกัน โดยเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น 7.36 หมื่นล้านดอลลาร์
ด้านจีนเป็นผู้ขายสุทธิติดต่อกันเป็นปีที่สาม โดยลดการซื้อหุ้นสหรัฐฯ ลง 3.41 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568
ส่วนแคนาดาซึ่งเคยเป็นผู้ขายหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในปี 2567 กลับมาเป็นผู้ซื้อในปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการพลิกฟื้นนี้เกิดขึ้นแม้ชาวแคนาดาได้แสดงความไม่พอใจต่อการที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายการค้ากดดันเศรษฐกิจของแคนาดา รวมทั้งที่ทรัมป์คุกอธิปไตยของประเทศ
แม้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความผันผวนในปี 2568 แต่บรรยากาศการซื้อขายบางส่วนได้รับการชดเชยด้วยกระแสการตอบรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ในเวลานั้นมองว่าเป็นแรงผลักดันที่จะช่วยเพิ่มกำไรให้กับบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่มุมมองดังกล่าวจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่นานมานี้ว่า AI อาจเข้ามาสร้างผลกระทบของธุรกิจต่าง ๆ