ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (19 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.14% แตะที่ 99.326
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 159.06 เยน จากระดับ 159.01 เยนในวันจันทร์ (18 พ.ค.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7892 ฟรังก์ จากระดับ 0.7856 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3750 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3749 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1604 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1637 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3397 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3411 ดอลลาร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งคำพูดล่าสุดมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาเพิ่งประกาศระงับแผนการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันอังคาร เนื่องจากอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงคราม
แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลง 0.73% ในวันอังคาร แต่ราคายังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทำให้อุปทานน้ำมันโลกตกอยู่ในภาวะชะงักงัน โดยข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า โดยปกติแล้วการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลกในแต่ละวัน
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจากสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม สู่ระดับ 4.687% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.66%
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 41.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. และให้น้ำหนัก 15.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงถึง 0.50% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.7% ที่เคยให้น้ำหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) รายงานว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมี.ค.
นักลงทุนจับตารายงานการประชุมเฟดในวันนี้ (20 พ.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย