สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค.ปรับตัวขึ้นเพียง 0.9% เมื่อเทียบรายปี โดยชะลอตัวลงจากเดือนพ.ย. ที่เพิ่มขึ้น 1.3% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.2% เนื่องจากการอุปโภคบริโภคภายในประเทศอ่อนแอลง ขณะที่ตลอดปี 2568 ยอดค้าปลีกของจีนปรับตัวขึ้น 3.7%
ด้านผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ปรับตัวขึ้น 5.2% ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเดือนพ.ย. ที่ขยายตัว 4.8% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5% ส่วนตลอดปี 2568 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 5.9%
ขณะเดียวกัน NBS ยังได้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายรายการ ได้แก่ อัตราว่างงานในเขตเมืองเดือนธ.ค. ทรงตัวที่ระดับ 5.1% และตลอดปี 2568 อยู่ที่ระดับ 5.2%
การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 1.13% ในเดือนธ.ค. ส่วนตลอดปี 2568 ลดลง 3.8% ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 3%
นอกจากนี้ NBS ยังเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ของจีน ขยายตัวเพียง 4.5% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2566 โดยชะลอตัวลงจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 4.8% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศซบเซาลง
อย่างไรก็ดี ตลอดปี 2568 ตัวเลข GDP ขยายตัวที่ระดับ 5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ประมาณ 5% แม้จีนเผชิญกับข้อพิพาทการค้ากับสหรัฐฯ และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทรุดตัวลงเป็นเวลานานก็ตาม
เศรษฐกิจจีน ซึ่งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในปี 2568 โดยได้ปัจจัยหนุนส่วนใหญ่มาจากอัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความพยายามของกลุ่มผู้ส่งออกจีนในการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายสามารถชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้
ก่อนหน้านี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาเรียกร้องให้จีนดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน พร้อมกับเตือนว่ารูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของจีนนั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาว