ผลสำรวจจากภาคเอกชนเปิดเผยในวันนี้ (23 ม.ค.) ว่า กิจกรรมภาคการผลิตของญี่ปุ่นในเดือนม.ค. กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 4 ปี
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นของญี่ปุ่นจากเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.5 ในเดือนม.ค. จากระดับ 50.0 ในเดือนธ.ค. ซึ่งถือเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ในส่วนของดัชนีย่อยพบว่า ทั้งผลผลิตภาคโรงงานและยอดสั่งซื้อใหม่สิ้นสุดวงจรการหดตัวในเดือนม.ค. โดยเฉพาะยอดสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2564 สะท้อนถึงความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศที่ฟื้นตัวขึ้น
นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นเดือนม.ค. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.4 จาก 51.6 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่ผ่านมา
ด้านดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นเดือนม.ค. ขยับขึ้นสู่ระดับ 52.8 จาก 51.1 ในเดือนธ.ค.
ทางด้านแอนนาเบล ฟิดเดส รองผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์จาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า ความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการผลิต โดยปริมาณงานค้างพุ่งสูงขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลรวมในปี 2550 ปัจจัยดังกล่าวทำให้มีการจ้างงานทั่วประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2562
ในด้านระดับราคา อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาปัจจัยการผลิตในภาคการผลิตแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคบริการปรับตัวลงจากเดือนธ.ค. อย่างไรก็ดี ทั้งสองภาคส่วนได้ปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราที่รวดเร็วขึ้นในเดือนม.ค.