เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (23 เม.ย.) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นของญี่ปุ่นเดือนเม.ย. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.9 จากระดับ 51.6 ในเดือนมี.ค. โดยขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2565 หลังผู้ประกอบการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อสำรองสินค้า ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทาน
ทั้งนี้ ดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่า กิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตครั้งนี้คือผลผลิตภาคโรงงานที่ขยายตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2557 เนื่องจากภาคธุรกิจกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
ในทางตรงกันข้าม ภาคบริการกลับชะลอตัวลง โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นลดลงเหลือ 51.2 ในเดือนเม.ย. จาก 53.4 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 11 เดือน
ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคายังคงรุนแรง โดยต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2566 และราคาขายสินค้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2550 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจดิ่งลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในเดือนส.ค. 2563
สำหรับดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของญี่ปุ่น ปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 53.0 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากกิจกรรมภาคบริการที่ขยายตัวชะลอลงได้เข้ามาฉุดรั้งการเติบโตของภาคการผลิต