สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันนี้ (7 พ.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.3% และชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2568 ที่มีการขยายตัว 3%
ตัวเลข GDP ที่เติบโตต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1 ส่งผลให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ยังคงตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม อีกทั้งจะสร้างความท้าทายให้กับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเปโซ
รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุด้วยว่า การลงทุนในไตรมาส 1 ลดลง 3.3% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยับลง 0.1% ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3% และการใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 4.8%
ข้อมูล GDP ที่ออกมาน่าผิดหวังนี้ ตอกย้ำถึงผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับแรงกดดันอยู่ก่อนแล้ว หลังมีการเปิดโปงกรณีการทุจริตเงินงบประมาณสาธารณะมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้สำหรับโครงการควบคุมอุทกภัย ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่าทศวรรษหากไม่นับรวมช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งยังส่งผลให้การลงทุนในภาครัฐและการบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
ด้านธนาคารกลางฟิลิปปินส์ซึ่งได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เหลือช่องทางไม่มากนักในการใช้นโยบายพยุงเศรษฐกิจเนื่องจากค่าเงินเปโซที่อ่อนค่าและราคาผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น แต่ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษเนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากตะวันออกกลาง