ข้อมูลจากกระทรวงการคลังเมียนมาเผยให้เห็นว่า การส่งเงินกลับประเทศของแรงงานในต่างประเทศกลายเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา หลังรัฐบาลทหารออกกฎเพื่อกดดันให้พลเมืองที่ทำงานในต่างแดนต้องส่งเงินกลับประเทศ
ข้อมูลที่ไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะเผยให้เห็นว่า ยอดเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานในต่างแดนในปี 2568 สูงถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 38% ของกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเพียง 670 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 หรือเพียงหนึ่งปีหลังจากกองทัพก่อการรัฐประหารยึดอำนาจ
เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากกฎระเบียบที่ประกาศใช้ในปี 2567 ซึ่งกำหนดให้แรงงานในต่างประเทศต้องโอนรายได้ 25% ผ่านช่องทางธนาคารที่เป็นทางการ หากฝ่าฝืนจะส่งผลกระทบต่อการต่ออายุหนังสือเดินทางและสิทธิในการทำงานในต่างประเทศ มาตรการนี้ช่วยให้ธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารสามารถคุมการไหลเวียนของเงินตราต่างประเทศได้ ในช่วงที่แหล่งเงินทุนอื่นถูกตัดขาดจากการคว่ำบาตรและความขัดแย้งภายในประเทศ
เจ้าหน้าที่เมียนมาอ้างว่า กฎระเบียบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบธนาคารทางการและยับยั้งการโอนเงินนอกระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของธนาคารกลางในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดปริวรรตเงินตรา ทั้งนี้ ข้อมูลจาก CEIC ผู้ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของเมียนมายังคงมีจำกัด โดยอยู่ที่ประมาณ 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนมี.ค. 2567
รายงานล่าสุดของธนาคารโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจเมียนมาเมื่อเดือนธ.ค. เปิดเผยว่า ยอดการส่งเงินกลับประเทศเพิ่มขึ้น 46% ในปีงบประมาณ 2567-2568 แตะระดับ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของเมียนมาเกินดุล ในขณะที่แหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอื่น ๆ กำลังซบเซาลง
ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แสดงให้เห็นว่า แรงงานเมียนมาถือเป็นกลุ่มแรงงานต่างชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยก่อนเกิดการรัฐประหารมีแรงงานทำงานอยู่ในต่างประเทศราว 10% ซึ่งรวมถึงแรงงานเกือบ 2 ล้านคนที่พำนักอยู่ในไทยและมาเลเซีย