สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เปิดเผยในวันนี้ (10 มิ.ย.) ว่า ยอดส่งออกรถยนต์จีนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ทะยานขึ้น 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 4.059 ล้านคัน โดยเป็นยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) จำนวน 1.833 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 45% ของยอดส่งออกรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กันมากขึ้น
รายงานระบุว่า ยอดส่งออกรถยนต์ของจีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนพ.ค. ด้วยจำนวนการส่งออกอยู่ที่ 930,000 คัน พุ่งสูงขึ้นถึง 68.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ยอดส่งออกเดือนพ.ค. ยังคงรักษาตัวเลขที่เหนือระดับ 900,000 คัน เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยในจำนวนนี้ ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยแตะระดับ 446,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 110% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เจ้าหน้าที่จาก CAAM ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ที่ครบวงจรที่สุดในโลก ตั้งแต่การแปรรูปแร่ลิเธียม การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และการประกอบตัวรถในขั้นตอนสุดท้าย ส่งผลให้จีนมีศักยภาพการผลิตเหลือพอ ต้นทุนที่แข่งขันได้ และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี
เฉิน สื่อหัว รองเลขาธิการสมาคม CAAM เปิดเผยกับโกลบอลไทมส์ (Global Times) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีน ว่า ระบบปฏิบัติการภายในรถยนต์ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และฟังก์ชันห้องโดยสารอัจฉริยะของรถยนต์พลังงานใหม่จากจีนนั้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ ให้เข้ากับท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว
เขากล่าวเสริมว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในต่างประเทศที่ยังมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ค่อนข้างด้อยกว่า จุดนี้จึงได้กลายมาเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญของจีน
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หวัง ชวนฟู ประธานบริษัทบีวายดี (BYD) ยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้าของจีน แสดงความคาดหวังว่า บริษัทจะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกภายในระยะเวลา 5 ปี โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา BYD รั้งอันดับ 6 ของโลกด้วยยอดขายรถยนต์ 4.6 ล้านคัน
ปัจจุบัน BYD กำลังเร่งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มตลาดในลาตินอเมริกา เอเชีย และยุโรป ในช่วงเวลาที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อภายในประเทศจีนกำลังเผชิญกับภาวะกดดัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนและเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ลดน้อยลงในการจูงใจให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
รายงานของ CAAM เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลภายในประเทศจีนในเดือนพ.ค. ร่วงลง 23.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.44 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นการลดลงเมื่อเทียบรายปีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 แล้ว นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์สันดาปภายใน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ดิ่งลงเกือบ 42% จากปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งทางการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง