หุ้นบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนพุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (13 ม.ค.) หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะนำระบบการกำหนดราคาขั้นต่ำมาใช้แทนการเรียกเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหนุนอัตรากำไรของและยอดรถ EV ของบริษัทจีน
หุ้น BYD พุ่งขึ้น 4.8% ในการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกง ขณะที่หุ้น Xpeng ทะยานขึ้น 5.3% และหุ้น SAIC Motor ซึ่งซื้อขายในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้น 3.6%
สหภาพยุโรป (EU) ได้เปิดเผยแผนการดังกล่าวเมื่อวานนี้ โดยระบุว่าผู้ส่งออกของจีนจะต้องยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับราคานำเข้าขั้นต่ำ ตลอดจนเพดานของปริมาณรถยนต์ที่จะส่งออกรายปี และแผนการลงทุนใน EU ในอนาคต เพื่อให้คณะกรรมาธิการยุโรปทำการพิจารณา ซึ่งเกณฑ์ใหม่นี้จะนำมาใช้แทนการจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ EV ของจีนที่เริ่มใช้ในปี 2567 ซึ่งมีอัตราสูงสุดถึง 35%
ปัจจุบัน EU ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ EV ที่ผลิตในจีน หลังจากที่ใช้เวลาสืบสวนนาน 1 ปี โดย EU กล่าวหาว่าผู้ผลิตรถยนต์จีนได้รับประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมจากนโยบายอุดหนุนของรัฐบาล ขณะที่ทางการจีนออกมาตรการตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของยุโรป ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม เนื้อหมู และบรั่นดี
อย่างไรก็ดี การเจรจาระหว่างจีน และ EU ยังคงดำเนินต่อไปนับจนถึงขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบ
การเริ่มพิจารณาใช้ระบบราคาขั้นต่ำของรถยนต์ EV แทนการเรียกเก็บภาษีนำเข้านั้น เกิดขึ้นในขณะที่ EU กำลังหาทางกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับบรรดาประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ เนื่องจากความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ นอกจากนี้ EU ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคซึ่งกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากคู่แข่งสัญชาติจีนที่เดินหน้าเพิ่มการขายรถยนต์ EV ราคาถูกในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ในยุโรปเท่านั้น
จีนส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ไปยังยุโรปจำนวน 579,000 คัน ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 โดยบริษัท BYD, SAIC และ Zhejiang Geely Holding Group Co. ต่างก็มีสัดส่วนในยอดขายดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 10%-15%
มอร์แกน สแตนลีย์ ประมาณการว่า ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ EV ที่ผลิตในจีนและขายในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 25,000 ยูโร (29,140 ดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568 เทียบกับราคาเฉลี่ยโดยรวมของรถยนต์ EV นำเข้าซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30,000 ยูโร