โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวว่า เขาคาดว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2569 จะขยายตัวมากกว่า 5% พร้อมระบุว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงเกินไป และเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ลุตนิกยังเตือนสหภาพยุโรป (EU) ไม่ให้ใช้มาตรการตอบโต้ต่อคำขู่ขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จากกรณีความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์
ลุตนิกกล่าวระหว่างการประชุมประจำปีของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านี้ เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมแสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะขยายตัวมากกว่า 5% ในไตรมาสนี้
ลุตนิกระบุระหว่างการเข้าร่วมเสวนาว่า หากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตได้ถึง 6% โดยชี้ว่าปัจจัยที่ฉุดรั้งอยู่ในขณะนี้เกิดจากข้อจำกัดภายในประเทศเอง
ลุตนิกซึ่งกำกับดูแลสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis) หน่วยงานที่จัดทำข้อมูล GDP ของสหรัฐฯ ระบุว่า มุมมองดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวของเขา และเป็นไปในเชิงบวกมากกว่าการประเมินของสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ซึ่งกล่าวที่เมืองดาวอสว่า GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตในช่วง 4-5%
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เมื่อวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในปี 2569 จะขยายตัว 2.4% เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากการประเมินเมื่อเดือนต.ค. จากแรงหนุนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังแข็งแกร่ง และแนวโน้มด้านภาษีที่ผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ดี บรรยากาศการค้าโลกที่ค่อนข้างสงบอาจเผชิญผลกระทบจากคำขู่ของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศที่ต่อต้านการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ รวมถึงความเป็นไปได้ที่สหภาพยุโรปจะใช้มาตรการตอบโต้
ลุตนิกเตือนว่า หากสหภาพยุโรปดำเนินการตอบโต้จริง ความขัดแย้งด้านภาษีอาจกลับไปสู่สถานการณ์ตอบโต้กันไปมาอีกครั้ง พร้อมระบุว่า ในอดีตเมื่อทรัมป์เริ่มเรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ในที่สุด และเขาคาดว่าผลลัพธ์ครั้งนี้จะออกมาในทิศทางเดียวกัน