ราคาบิตคอยน์ร่วงหลุดจากระดับ 79,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (2 ก.พ.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันการเสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด สืบต่อจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบัน
นักลงทุนมองว่า เควิน วอร์ช น่าจะสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงรุกเหมือนผู้ได้รับการเสนอชื่อบางราย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า วอร์ชอาจใช้นโยบายคุมเข้มปริมาณเงินหรือสภาพคล่องในระบบ ซึ่งกดดันคริปโทเคอร์เรนซีและทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยที่ผ่านมานั้น วอร์ชเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่และต้องการให้เฟดลดขนาดงบดุลลง
ทั้งนี้ บิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ มักถูกมองว่าได้ประโยชน์จากงบดุลขนาดใหญ่ของเฟด เนื่องจากราคามักปรับตัวขึ้นในช่วงที่เฟดอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร
-- กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส จัดการประชุมนโยบายการผลิตน้ำมันในวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) โดยที่ประชุมมีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนมี.ค. และระบุในแถลงการณ์ว่า ประเทศสมาชิกโอเปกพลัสจะดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง และจะรักษาความยืดหยุ่นในการปรับระดับการผลิตตามความจำเป็น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตลาด
ทั้งนี้ โอเปกพลัสได้กำหนดวันประชุมนโยบายการผลิตครั้งต่อไปในวันที่ 1 มี.ค. เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันต่อไป
นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy AS แสดงความเห็นว่า การที่โอเปกพลัสมีมติคงกำลังการผลิตแม้ว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นท่ามกลางความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มโอเปกนั้น อาจเป็นเพราะโอเปกพลัสต้องการประเมินทุกทางเลือกอย่างรอบคอบระมัดระวัง และยังสะท้อนให้เห็นว่าโอเปกพลัสให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าการดำเนินการด้านนโยบาย
-- รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนในวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ม.ค.) หลังสภาคองเกรสไม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2569 ได้ทันเส้นตายเที่ยงคืนวันศุกร์ (30 ม.ค.)
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการชัตดาวน์จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดดำเนินการในช่วงต้นสัปดาห์หน้าเพื่อให้ความเห็นชอบกับข้อตกลงด้านงบประมาณที่วุฒิสภาสนับสนุน
วุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติข้อตกลงงบประมาณแล้วเมื่อเย็นวันศุกร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ของรัฐบาล แต่เนื่องจากร่างกฎหมายยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเผชิญภาวะชัตดาวน์บางส่วนตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ และอาจยืดเยื้ออย่างน้อยหลายวัน
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีกำหนดกลับมาประชุมอีกครั้งในวันนี้ (2 ก.พ.) จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรับรองข้อตกลงได้ทันก่อนเส้นตายดังกล่าว
-- การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ จะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติครั้งที่ 3 นับตั้งแต่มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลสำคัญ หลังเหตุลอบยิงอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2565
ขณะที่การหาเสียงทวีความเข้มข้น โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาบ่งชี้ถึงการทำร้ายผู้สมัครเริ่มแพร่กระจาย ส่งผลให้ตำรวจเพิ่มความพยายามในการตรวจจับและสกัดกั้นภัยคุกคามก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นในโลกออนไลน์
-- สำนักข่าวเกียวโดเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นในวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) พบว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น มีคะแนนนิยมนำพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (CRA) พรรคฝ่ายค้านหลักที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ในส่วนของการเลือกตั้งระบบสัดส่วน สำหรับศึกเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. โดยมีสัดส่วนคะแนนสนับสนุนอยู่ที่ 36.1% ต่อ 13.9%
ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นเป็นเวลา 2 วันตั้งแต่วันเสาร์ ยังระบุว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 44.0% ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากฝั่งรัฐบาลในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ 26.5% เลือกสนับสนุนผู้สมัครจากฝั่งฝ่ายค้าน นอกจากนี้ มีผู้ที่อยากเห็นพรรคร่วมรัฐบาลกวาดที่นั่งได้มากกว่าฝ่ายค้านรวม 42.4% ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ถึง 71.0% ยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง
-- การท่องเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่จะดำเนินมาตรการรับมือปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากปัจจุบัน 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี และผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 ทั้งยังมีการปรับเพิ่มเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีน
-- กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ เปิดเผยในวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ว่า ยอดส่งออกซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ทะยานขึ้นถึง 33.9% แตะระดับ 6.585 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนม.ค. ซึ่งถือว่าสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยทำไว้ทั้งหมดในช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ๆ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์สัญชาติเกาหลี
ในด้านการนำเข้าขยายตัว 11.7% มาอยู่ที่ 5.711 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้า 8.74 พันล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค.
-- สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHTSA) เปิดเผยว่า โตโยต้า (Toyota) เรียกคืนรถยนต์จำนวน 161,268 คันในสหรัฐฯ เนื่องจากปัญหาการแสดงผลของกล้องมองหลังขณะเข้าเกียร์ถอยหลัง
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor Corp.) ยังคงรั้งตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันในปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่แข็งแกร่งในอเมริกาเหนือ ซึ่งทำผลงานได้เหนือกว่าคู่แข่งจากเยอรมนีอย่างโฟล์คสวาเกนส์ (Volkswagen AG)
-- สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวันเสาร์ (30 ม.ค.) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนม.ค. อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนธ.ค.
ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการอยู่ระดับ 49.4 ในเดือนม.ค. ลดลง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนธ.ค.
ทั้งนี้ ดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ดัชนี PMI หดตัวในเดือนม.ค. เนื่องจากบางอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะชะลอตัวตามฤดูกาล ขณะที่อุปสงค์ที่แท้จริงในตลาดยังอยู่ในระดับที่อ่อนแอ
-- จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียวันนี้ โดย S&P Global จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนม.ค.ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเปิดเผยรายงาน Summary of Opinions ขณะที่อินโดนีเซียจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค.และอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค.