สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท (Thai Summit Group) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำในเอเชีย กำลังพิจารณาทางเลือกในการขายกิจการ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท)
แหล่งข่าวเผยว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเพื่อพิจารณาขายธุรกิจ โดยประเมินมูลค่าทางธุรกิจไว้ที่ระหว่าง 1.5-2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การยื่นข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในขณะที่ไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอย่างเป็นทางการ และการหารือในระยะเริ่มต้นนี้อาจไม่ได้นำไปสู่ข้อตกลงซื้อขายจริง
รายงานข่าวระบุว่า ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งสร้างอาณาจักรไทยซัมมิทจนกลายเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานานหลายทศวรรษ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากนายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งที่เสียชีวิตไปในปี พ.ศ. 2545 โดยในปี พ.ศ. 2567 ธนาคารจากวอลล์สตรีทแห่งหนึ่งเคยประเมินมูลค่าการขายกิจการไว้สูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ แต่การเจรจาในขณะนั้นไม่คืบหน้า เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันภายในครอบครัว
นอกจากนี้ การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังกลายเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไร และคาดว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการประเมินมูลค่าธุรกิจ โดยปัจจุบันไทยซัมมิทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ จากรายได้ต่อปีที่สูงกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการจ้างงานพนักงานกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ รวมถึงมีโรงงานตั้งอยู่ในหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ทางด้านภาพรวมตลาดรถยนต์ในไทย ปี 2568 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์พุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยมีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งครองสัดส่วนถึง 45% ของยอดส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน คาดการณ์ว่ายอดการผลิตรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านคัน ซึ่งถือว่าทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา