สินทรัพย์ของมาเลเซียกำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางภาวะดอลลาร์อ่อนค่าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนมองหาการกระจายความเสี่ยง ขณะที่เสถียรภาพและการเติบโตของมาเลเซียถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดใจเหนือคู่แข่งในภูมิภาคที่กำลังเผชิญปัญหาชะงักงัน โดยเฉพาะไทยและอินโดนีเซีย
การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในครั้งนี้สะท้อนถึงการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำผลงานได้ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมานานหลายปี
รายงานระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าซื้อตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของมาเลเซียสูงถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการไหลเข้ารายปีที่สูงสุดในรอบ 4 ปี และสูงที่สุดในภูมิภาค โดยความต้องการยังคงหนาแน่นต่อเนื่องมาจนถึงเดือนม.ค. 2569
ปัจจัยเสริมที่ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่มาเลเซียมากขึ้นมาจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อในไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดถอยลงในอินโดนีเซีย
ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2561 เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนเดิมพันในกระแสความบูมของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
อนึ่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี SET Index ของไทยปรับตัวขึ้นเพียง 3%
มาเลเซียสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น Amazon และ Microsoft โดยผลวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie ระบุว่า มาเลเซียมีแผนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อีกหนึ่งเสาหลักที่สร้างความน่าสนใจคือ ค่าเงินริงกิต ซึ่งแข็งค่าขึ้นราว 17% ตั้งแต่ต้นปี 2567 กลายเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในเอเชีย โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพุ่งแตะระดับ 3.915 ริงกิตต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2561
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ มาเลเซียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยไม่หวั่นเกรงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2568 จะขยายตัวถึง 4.9% สูงกว่าการคาดการณ์ของรัฐบาลและธนาคารกลาง
ความเชื่อมั่นนี้เกิดขึ้นหลังจากความผันผวนทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลายลง เมื่อนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2565 และจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพที่นำความมั่นคงกลับมาอีกครั้ง นอกจากนี้ นโยบายลดการขาดดุลการคลังที่ลงมาอยู่ที่ 3.8% จากค่าเฉลี่ย 6% ในช่วงโควิด-19 รวมถึงการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักของธนาคารกลาง ยิ่งทำให้มาเลเซียโดดเด่นในภูมิภาค
แม้การแข็งค่าของเงินริงกิตอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความน่าดึงดูดใจของมาเลเซียจะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่มาเลเซียมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้เพื่อประคองการเติบโต ซึ่งจะช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแคบลงและหนุนให้เงินริงกิตแข็งค่าต่อเนื่อง โดย UBS คาดการณ์ว่าเงินริงกิตจะแข็งค่าแตะระดับ 3.80 ต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2569