ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งสูงสุดในรอบ 13 เดือนในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้
ณ เวลา 23.48 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ บวก 0.15% สู่ระดับ 101.56 หลังจากแตะระดับ 101.80 ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.2568 ขณะที่ดอลลาร์ดีดตัว 0.20% สู่ระดับ 1.136 เทียบยูโร และแข็งค่า 0.10% สู่ระดับ 161.73 เยน
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า แบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้
ทั้งนี้ BofA คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค. โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ในปีนี้
การคาดการณ์ดังกล่าวของ BofA ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนมิ.ย.ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายเหยี่ยว" หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ได้แก่:-
1. Dot Plot ของเฟดในการประชุมเดือนมิ.ย.
เจ้าหน้าที่เฟด 9 ใน 18 ราย หรือมากถึงครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงในอนาคต
2. การประชุมเฟดครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช
นายวอร์ชให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้
3. เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานที่สดใส และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และลดความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
อย่างไรก็ดี วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งของ BofA ถือเป็นมุมมองที่แตกต่างจากกระแสหลักในตลาดการเงินที่ให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ดอยซ์แบงก์คาดการณ์เช่นกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนก.ย.และธ.ค.
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ได้แก่ การที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงอย่างมาก หลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากพอที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
ปัจจุบัน ประเด็นถกเถียงในวอลล์สตรีทจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หรือไม่ แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็นคำถามที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง 2 ครั้ง หรืออาจมากถึง 3 ครั้งก่อนสิ้นปีหรือไม่
นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.0% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.8% ในเดือนเม.ย.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.4% ในเดือนเม.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนเม.ย.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนเม.ย.