ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของปธน.ทรัมป์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) โดยในคำตัดสินความยาว 170 หน้า ศาลมีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเพียงวันเดียว ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) เป็น 15% จากเดิม 10% โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที และอ้างว่าหลายประเทศเหล่านี้เอาเปรียบสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษโดยไม่เคยถูกตอบโต้
-- นักเศรษฐศาสตร์จากเพนน์-วอร์ตัน (Penn-Wharton Budget Model: PWBM) ประเมินว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจต้องคืนให้กับผู้ชำระภาษี หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ลิสเซิล โบลเลอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของเพนน์-วอร์ตัน ระบุว่า การประเมินตัวเลขดังกล่าวจัดทำขึ้นจากแบบจำลองคาดการณ์ที่คำนวณอัตราภาษีแยกตามประเภทสินค้าและประเทศ ครอบคลุมมาตรการภาษีเฉพาะที่ทรัมป์กำหนด รวมถึงภาษีที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยเพนน์-วอร์ตันเป็นสถาบันวิจัยด้านการคลังที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
ทั้งนี้ หากมีการคืนเงินเต็มจำนวน 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจริง ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่างบประมาณรายจ่ายรวมกันในปีงบประมาณ 2568 ของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
-- สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะผู้เจรจาการค้าของอินเดียจะเลื่อนกำหนดการเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการเดินทางที่มีเป้าหมายเพื่อทำให้ข้อตกลงการค้าชั่วคราวกับสหรัฐฯ มีความชัดเจนขึ้น
การเลื่อนกำหนดการเดินทางดังกล่าวมีขึ้น หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของปธน.ทรัมป์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) และหลังจากนั้นเพียงวันเดียว ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) เป็น 15% จากเดิม 10%
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การประชุมจะถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ทั้งอินเดียและสหรัฐฯ มีความสะดวก โดยต่างก็มีความเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้ควรถูกจัดขึ้นหลังจากที่แต่ละฝ่ายได้มีเวลาประเมินสถานการณ์ล่าสุดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
-- สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงโตเกียวแถลงเมื่อวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) ว่า "สภาความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานแห่งชาติ" (National Energy Dominance Council) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงทางพลังงานอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum) ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค. นี้
แถลงการณ์ระบุว่า ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และลี เซลดิน ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) จะเดินทางเยือนกรุงโตเกียวในเดือนหน้า เพื่อหารือด้านความมั่นคงทางพลังงานร่วมกับกลุ่มประเทศอินโดแปซิฟิกเกือบ 12 ประเทศ โดยเบอร์กัมดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ดังกล่าว และมีไรต์เป็นรองประธาน
-- สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยแถลงยืนยันในช่วงเช้าวันนี้ (23 ก.พ.) ว่า ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่เกาะบอร์เนียว โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหวของไทยยังระบุผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่มีศูนย์กลางในประเทศไทย พร้อมกับย้ำว่าขอให้ประชาชนยึดข้อมูลจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหวเท่านั้น
คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้น หลังจากศูนย์วิจัยธรณีวิทยาแห่งเยอรมนี (GFZ) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.5 ในประเทศไทย เมื่อเวลา 17.07 น. ตามเวลา GMT ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. หรือเวลาประมาณ 24.07 น.ตามเวลาไทย โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีความลึก 10 กิโลเมตร
-- บรรดาบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกประกาศทุ่มเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่โครงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอินเดีย ท่ามกลางการจัดประชุมสุดยอดด้าน AI ครั้งใหญ่ ซึ่งรวบรวมผู้นำประเทศและผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วโลก ขณะที่รัฐบาลอินเดียเดินหน้าผลักดันประเทศสู่การเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลก
กระแสการลงทุนใน AI กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ เช่น Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet ประกาศงบลงทุนด้าน AI ที่อาจรวมกันสูงถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้เพียงปีเดียว
ในฝั่งอินเดีย กลุ่ม Reliance มีรายงานว่าเตรียมลงทุน 1.1 แสนล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ Adani วางแผนลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ภายในระยะเวลา 10 ปี
-- โอเพนเอไอ (OpenAI) คาดว่ารายได้ของบริษัทจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า และมีแนวโน้มทะลุ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างสรุปการระดมทุนรอบใหม่ในเฟสแรก ซึ่งคาดว่าจะได้เงินมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจดันมูลค่าประเมินรวมของบริษัทเมื่อรวมเงินทุนทั้งหมด สูงเกิน 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงหนุนสำคัญมาจากยอดขายซอฟต์แวร์ AI แบบสมัครสมาชิกที่เติบโตแข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มทดสอบการแสดงโฆษณากับผู้ใช้บางกลุ่ม ซึ่งอาจพัฒนาเป็นแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
-- เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีกำหนดเดินทางเยือนจีนระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน
การเดินทางครั้งนี้จะเป็นการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับจากการประชุมในเดือนตุลาคม 2568 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ตกลงที่จะลดภาษีศุลกากรต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีนเพื่อแลกกับการที่จีนจะต้องปราบปรามการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลสู่สหรัฐ และเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐ รวมทั้งไม่ปิดกั้นการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐ