หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเร่งออกมาตรการเพื่อพยุงตลาดการเงินและเสริมสภาพคล่อง ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินในหลายประเทศเผชิญแรงกดดันและบรรยากาศการลงทุนเปราะบางมากขึ้น
นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ออกมาตรการดูแลประชาชนโดยตรง โดยได้ปรับมาตรฐานเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับออสเตรเลียเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มทางเลือกในการนำเข้า พร้อมเตรียมให้เงินช่วยเหลือรายสัปดาห์จำนวน 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (29.30 ดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือนเม.ย. สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงแผนเชื้อเพลิงแห่งชาติ ซึ่งกำหนดแนวทางรับมือเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์และรณรงค์ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการจัดสรรเชื้อเพลิงให้กับภาคส่วนสำคัญในกรณีที่วิกฤตรุนแรงขึ้น
ด้านออสเตรเลียยังไม่ได้ออกมาตรการขนาดใหญ่เพิ่มเติม โดยเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการดูแลให้มีการนำเข้าน้ำมันเบนซินและดีเซลอย่างเพียงพอ หลังเกิดการขาดแคลนจากการซื้อกักตุน ด้านนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี เตรียมหารือกับผู้นำรัฐต่าง ๆ ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางรับมือวิกฤตเชื้อเพลิงที่อาจยืดเยื้อหลายเดือน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังไม่มีแผนใช้มาตรการปันส่วนน้ำมัน แต่มีแนวโน้มใช้มาตรการสมัครใจเพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น การทำงานจากที่บ้าน
ออสเตรเลียยังเผชิญแรงกดดันด้านนโยบายการคลัง ก่อนการประกาศงบประมาณปี 2569/2570 ในเดือนพ.ค. โดยมีข้อเรียกร้องให้ลดภาระด้านพลังงานผ่านการลดภาษีน้ำมันและการอุดหนุนโดยตรง รวมถึงข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกินจากบริษัทก๊าซเพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐ ขณะที่ธนาคารกลางออสเตรเลียยังคงให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อ และได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 4.10% พร้อมความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอีกในเดือนพ.ค.
ในฝั่งญี่ปุ่นนั้น รัฐบาลได้นำเงินสำรอง 8 แสนล้านเยน (5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) มาใช้เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินให้อยู่ที่ระดับเฉลี่ยราว 170 เยนต่อลิตร โดยมาตรการนี้อาจต้องใช้เงินสูงถึง 3 แสนล้านเยนต่อเดือน นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดน้ำมันดิบล่วงหน้า หลังราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ขณะที่ฟิลิปปินส์เลือกใช้เครื่องมือนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางได้จัดประชุมนอกหมายกำหนดการเมื่อวันที่ 26 มี.ค. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาด แม้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.25% แต่ได้ส่งสัญญาณพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากการคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มไม่สามารถควบคุมได้
ส่วนเกาหลีใต้ได้ออกมาตรการผสมผสานทั้งด้านการเงินและการคลัง โดยเตรียมซื้อคืนพันธบัตรมูลค่า 5 ล้านล้านวอน (3.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและควบคุมอัตราผลตอบแทน หลังบอนด์ยีลด์อายุ 3 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2567 พร้อมทั้งขยายมาตรการลดภาษีน้ำมัน และเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 25 ล้านล้านวอน ซึ่งอาจรวมถึงการแจกเงินสดและการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าเสนอเข้าสู่รัฐสภาภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้