อินโดนีเซียประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อสกุลเงินดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ โดยการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา และเกิดขึ้นหลังจากสกุลเงินรูเปียห์ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง
เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) แถลงในช่วงเย็นวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า การซื้อเงินตราต่างประเทศด้วยเงินสดโดยไม่มีเอกสารประกอบการทำธุรกรรมนั้น จะถูกลดวงเงินลงเหลือ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยพยุงค่าเงินรูเปียห์
นอกจากนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียยังกล่าวในระหว่างแถลงข่าวร่วมกับบรรดารัฐมนตรีภายหลังการเข้าพบประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ว่า ปัจจุบันค่าเงินรูเปียห์ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงและควรจะแข็งค่าขึ้น
การเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารกลางอินโดนีเซียในวันอังคาร มีขึ้นหลังจากค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงแตะที่ระดับ 17,443 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ส่วนในปีนี้ รูเปียห์ร่วงไปแล้วประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่งผลให้รูเปียห์กลายเป็นสกุลเงินในเอเชียที่ทำผลงานย่ำแย่รองจากสกุลเงินรูปีของอินเดียและสกุลเงินเปโซของฟิลิปปินส์
ส่วนในช่วงเช้าวันนี้ (6 พ.ค.) สกุลเงินรูเปียห์ดีดตัวขึ้น 0.3% แตะที่ระดับ 17,380 รูเปียห์ต่อดอลลาร์
ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ประกาศคุมเข้มกฎระเบียบด้านเงินตราต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อแต่ละรายต้องมีเอกสารประกอบการทำธุรกรรมสำหรับการซื้อเงินตราต่างประเทศวงเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ลดลงจาก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเกณฑ์สำหรับธุรกรรมฟอร์เวิร์ด (Forwards) และสวอป (Swaps) เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของเงินรูเปียห์
ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ต่างก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ต้องดำเนินการปกป้องสกุลเงินของตน เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน โดยผู้กำหนดนโยบายของฟิลิปปินส์ได้เข้าแทรกแซงตลาดหลายครั้งเพื่อพยุงค่าเงินเปโซ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าผู้กำหนดนโยบายของอินเดียกำลังประเมินแผนการที่จะให้สถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้ของรัฐขายพันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศเพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้าประเทศ