อะเมซอนดอตคอม (Amazon.com) ถูกผู้บริโภคยื่นฟ้องแบบกลุ่ม (class action) ต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองซีแอตเทิลเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยกล่าวหาว่า บริษัทผลักภาระต้นทุนภาษีนำเข้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยังผู้บริโภค ผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้านำเข้า และเก็บเงินส่วนดังกล่าวไว้คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยในภายหลัง
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เมื่อเดือนก.พ.ว่า เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเกินขอบเขต
หลังมีคำตัดสิน บริษัทจำนวนมากได้ยื่นขอคืนภาษีจากรัฐบาลกลางรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คำฟ้องระบุว่า อะเมซอนจงใจไม่ดำเนินการขอคืนเงินในส่วนของบริษัท
ฝ่ายโจทก์ระบุว่า การไม่ยื่นขอคืนภาษีดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อเอาใจรัฐบาลทรัมป์ ด้วยการปล่อยให้รัฐบาลเก็บเงินส่วนนี้ไว้ต่อไป
คำฟ้องยังระบุว่า ผู้บริโภคทั่วไปไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นขอคืนภาษีจากรัฐบาลโดยตรง ต่างจากบริษัทผู้นำเข้า ทำให้การฟ้องร้องผู้ค้าปลีกเป็นช่องทางเดียวที่ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องความเสียหายได้
นอกจากนี้ เอกสารคำฟ้องยังอ้างถึงเหตุการณ์ในเดือนเม.ย. 2568 ซึ่งมีรายงานว่า อะเมซอนกำลังพิจารณาเพิ่มฟีเจอร์ที่แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า ราคาสินค้าส่วนใดเกิดจากภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ส่งผลให้ทำเนียบขาวออกมาแสดงความไม่พอใจทันที
แม้อะเมซอนจะออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว และยืนยันว่าไม่เคยมีแผนแสดงรายละเอียดภาษีบนเว็บไซต์ค้าปลีกของบริษัท แต่คำฟ้องระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทรัมป์โทรศัพท์หาเจฟฟ์ เบซอส ประธานกรรมการบริหารของอะเมซอนโดยตรง เพื่อแสดงความไม่พอใจ
ทั้งนี้ อะเมซอนยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคดีดังกล่าว ซึ่งคำฟ้องได้กล่าวหาบริษัทในข้อหารับผลประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม และละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐวอชิงตัน