ฟูตู โฮลดิงส์ (Futu Holdings) โบรกเกอร์ออนไลน์สัญชาติจีน รายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 831 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงถึง 61.2% จาก 2.15 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังบริษัทฯ ต้องแบกรับค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเป็นเงินสูงถึง 1.85 พันล้านหยวน (ราว 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ผู้บริหารของฟูตูเปิดเผยระหว่างการประชุมแถลงผลประกอบการเมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) ว่า บัญชีที่มีแหล่งเงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 17% ของสินทรัพย์ลูกค้าทั้งหมด และทำรายได้ให้บริษัทคิดเป็น 20% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม ขณะที่นักวิเคราะห์พากันออกมาเตือนว่า มาตรการคุมเข้มการซื้อขายหุ้นข้ามพรมแดนรอบล่าสุดของจีนแผ่นดินใหญ่ จะกลายเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของกำไรในระยะสั้น
ส่วนภาพรวมสินทรัพย์ของลูกค้าทั้งหมด ณ สิ้นเดือนมี.ค. อยู่ที่ 1.22 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และมีรายได้รวมอยู่ที่ 5.9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง เติบโตขึ้น 25% เมื่อเทียบรายปี
ซีอีโอของฟูตู เปิดเผยว่า ฟูตูได้สั่งระงับการเปิดบัญชีใหม่สำหรับผู้ถือสัญชาติจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ว่า CSRC จะดำเนินการกวาดล้างบริษัท ไทเกอร์ โบรกเกอร์ส (นิวซีแลนด์) (Tiger Brokers (NZ), บริษัท ฟูตู ซีเคียวริตีส์ อินเตอร์เนชันแนล (ฮ่องกง) (Futu Securities International (Hong Kong) และบริษัท ลองบริดจ์ ซีเคียวริตีส์ (ฮ่องกง) เนื่องจากพบว่าทั้ง 3 บริษัทมีการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายและกฎระเบียบของจีนที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ กองทุน และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งบ่อนทำลายความเป็นระเบียบในตลาด
นอกจากนี้ CSRC มีแผนที่จะยึดรายได้ที่ได้มาโดยผิดกฎหมายทั้งหมดจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโบรกเกอร์ทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งจะกำหนดบทลงโทษอย่างรุนแรงตามกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการใช้มาตรการที่แข็งกร้าวที่สุดของรัฐบาลจีนในการควบคุมไม่ให้พลเมืองเข้าถึงตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ยังคงถูกจำกัดภายใต้มาตรการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวดของจีน โดยมาตรการนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีนักลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พยายามแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาดสหรัฐฯ และตลาดอื่น ๆ ในต่างประเทศ เนื่องจากตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่ทำผลงานล้าหลัง