ยูบีเอส กรุ๊ป (UBS Group) ธนาคารรายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ปรับลดจำนวนพนักงานฝ่ายความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียลงครึ่งหนึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ทางกลุ่มเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรหลังการควบรวมกิจการกับเครดิต สวิส (Credit Suisse)
แหล่งข่าวระบุว่า UBS ปรับลดขนาดทีม ESG ในเอเชียจาก 7 คน เหลือ 3 คน โดยเป็นการปรับลดตำแหน่งในฮ่องกงและสิงคโปร์ ครอบคลุมทั้งระดับผู้บริหารและผู้จัดการ
การปรับลดบุคลากรครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงสร้างงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) หลังการรวมกิจการ โดยพนักงานในสำนักงานด้านความยั่งยืนระดับโลกของธนาคารลดลงเหลือราว 35 คน จากมากกว่า 100 คนในช่วงกลางปี 2566
อย่างไรก็ดี โฆษกของ UBS ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว แต่ยืนยันว่าธนาคารยังคงยึดมั่นในเป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมปรับแนวทางการดำเนินงานโดยบูรณาการประเด็น ESG เข้ากับทุกสายงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และรองรับการให้บริการลูกค้าในวงกว้าง
รายงานระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มที่ธนาคารรายใหญ่ทั่วโลกเริ่มลดบทบาทกลยุทธ์ด้าน ESG โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ภาคการเงินเผชิญแรงกดดันจากกระแสต่อต้านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางสังคมจากกลุ่มอนุรักษนิยม ประกอบการผลักดันการผ่อนคลายกฎระเบียบทางการเงิน
ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่งทยอยปรับลดหรือทบทวนนโยบายด้าน ESG โดยโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) และเอชเอสบีซี (HSBC) ได้ชะลอหรือปรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายองค์กร ขณะที่ UBS เองก็ได้ถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตรธนาคารที่มีเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Banking Alliance: NZBA)
นอกเหนือจากทีม ESG แล้ว UBS ยังทยอยปรับโครงสร้างและยุบหลายหน่วยงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะทีมวิจัย Sustainability and Impact Institute ซึ่งทำหน้าที่ด้านงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน โดยถูกยุบเมื่อปลายปี 2567 ส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 5 คน ขณะเดียวกันยังลดขนาดทีมข้อมูล ESG เหลือเพียง 1 คน หลังมีการโยกย้ายบุคลากรภายในองค์กร
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านผลกระทบทางสังคมของธนาคารก็ถูกปรับลดขนาดลง โดยจำนวนพนักงานลดลงเหลือราว 86 คน จากประมาณ 150 คนก่อนการควบรวมกิจการ แม้มีบางส่วนถูกโยกย้ายไปยังหน่วยงานอื่นภายในองค์กร
อย่างไรก็ตาม UBS ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานและการใช้ไฟฟ้าลง 48% เทียบกับฐานปี 2566 พร้อมทั้งบรรลุเป้าหมายการสนับสนุนด้านการกุศลมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ก่อนกำหนด และมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการรวมกว่า 26.5 ล้านคนทั่วโลก