เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) และอินสตาแกรม (Instagram) เปิดเผยว่า ได้เสร็จสิ้นกระบวนการแยกส่วนปฏิบัติการออกจากแมนัส (Manus) พร้อมทั้งสั่งระงับการแบ่งปันข้อมูลระหว่างสองบริษัทแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมยกเลิกข้อตกลงเข้าซื้อกิจการมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังถูกรัฐบาลจีนคัดค้านอย่างหนัก
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เมตาได้สร้างไฟร์วอลล์ระหว่างบริษัทตนเองกับแมนัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รายงานข่าวระบุว่า เมตาได้สั่งห้ามไม่ให้แมนัสและพนักงานเข้าถึงระบบข้อมูลภายในของบริษัทฯ มาตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. ขณะเดียวกัน พนักงานของเมตาก็ไม่สามารถใช้เครื่องมือของแมนัสสำหรับโครงการภายในได้อีกต่อไปเช่นกัน
การจำกัดวงความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ก่อตั้งแมนัสกำลังมองหาทางเลือกต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการระดมทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาซื้อหุ้นคืน
ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจสูงสุดของจีน ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ตีตกข้อเสนอของเมตา แพลตฟอร์มส์ ในการเข้าซื้อบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติจีนอย่างแมนัส
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังทางการจีนได้เพิ่มมาตรการคุมเข้มบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัท AI ในการรับเงินทุนจากสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากภาครัฐก่อนจึงจะสามารถรับเงินลงทุนได้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อกรณีที่เมตา แพลตฟอร์มส์ เสนอเข้าซื้อกิจการ แมนัส ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก
เป้าหมายสำคัญของข้อจำกัดใหม่นี้ คือการป้องกันไม่ให้นักลงทุนจากสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากดีลเข้าซื้อกิจการแมนัส มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งกระตุ้นให้รัฐบาลจีนเริ่มตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกเทคโนโลยีที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย หลังมีการประกาศข้อตกลงดังกล่าวในเดือนธ.ค.
แมนัสจำหน่ายระบบ AI ให้กับภาคธุรกิจในรูปแบบบริการสมัครสมาชิก ซึ่งอาจช่วยให้เมตาได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในช่วงต้นปี 2568 บริษัทมีอัตรารายได้ต่อปีราว 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับบริษัทแมนัสนั้นก่อตั้งขึ้นในจีน ก่อนย้ายสำนักงานมายังสิงคโปร์ โดยบริษัทแม่ในจีนคือ ปักกิ่ง บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ เทคโนโลยี (Beijing Butterfly Effect Technology) ซึ่งเคยระดมทุนเป็นมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี 2568 จากรอบการลงทุนที่นำโดยเบนช์มาร์ก (Benchmark) บริษัทร่วมลงทุนจากสหรัฐฯ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานในเดือน พ.ค. ว่า ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนของแมนัส ได้แก่ เซียว หง, จี้ อี้เชา และจาง เถา ได้เริ่มเปิดฉากหารือเกี่ยวกับการระดมทุนเพื่อนำมาซื้อกิจการคืนในมูลค่าที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เมตาได้จ่ายไป
ก่อนหน้านี้ พนักงานของแมนัสได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสำนักงานของเมตาที่สิงคโปร์ ขณะที่กลุ่มนักลงทุน รวมถึง เทนเซ็นต์ โฮลดิงส์ (Tencent Holdings) เจินฟันด์ (ZhenFund) และเอชเอสจี (HSG) ต่างได้รับเงินส่วนแบ่งจากการซื้อกิจการของเมตาไปแล้วเช่นกัน
นับตั้งแต่รัฐบาลจีนมีคำตัดสินออกมาในเดือน เม.ย. แมนัสยังคงเดินหน้าเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้กับบริการของตนอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ระบุผ่านประกาศบนเว็บไซต์ว่า บริษัทได้รวมข้อมูลจาก Similarweb และเพิ่มฟังก์ชันการทำงานจาก Shopify เข้าไปบนแพลตฟอร์ม