ข่าวอินโฟเควสท์
06:05 (REPEAT) สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่พุ่งสูงสุดรอบ 1 ปีครึ่งในเดือนมี.ค.   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 4.5% ในเดือนมี.ค. เมื…
01:15 เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งอินโดฯกว่า 100 ราย ตายจากความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติหน้าที่   นายเวอร์ยัน อาซิส ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งของอินโดนีเ…
00:37 บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลง ขณะนักลงทุนเอเชียสนใจซื้อพันธบัตรระยะยาว   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจากเอเชีย โ…
00:26 ราคาทองร่วงใกล้นิวโลว์ 4 เดือน สวนทางดอลลาร์แข็ง,ตลาดหุ้นพุ่ง   ราคาทองร่วงลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนในวันนี้ สวนทางการดีดตัวขึ้นของดอลลาร์…
00:09 ราคาน้ำมัน WTI พุ่งกว่า 1% นิวไฮ 6 เดือน กังวลสหรัฐยกเลิกผ่อนผันนำเข้าน้ำมันอิหร่าน   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งกว่า 1% ใกล้ระดับสูงสุดในร…

Spotlight: ทำเนียบขาวปกป้องนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ คาด GDP จะขยายตัว 3% เป็นเวลา 11 ปี

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2562 13:09:51 น.

ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในอัตราต่อปี 3% เป็นเวลา 11 ปี ภายใต้สมมติฐานที่ว่า สภาคองเกรสจะต้องอนุมัตินโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างเต็มที่

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาของปธน.ทรัมป์ระบุในรายงานเศรษฐกิจของประธานาธิบดีที่เพิ่งมีการเปิดเผยว่า การคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐ จะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ 3% เป็นเวลา 11 ปีในช่วงปี 2561-2572

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง ทำเนียบขาวจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับการปรับลดภาษีลงอีก การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ การปรับลดกฎระเบียบสำหรับภาคธุรกิจลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อกำหนดการทำงานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับบุคคลวัยทำงานที่ได้รับประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล รวมไปถึงนโยบายอื่นๆ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายไทเลอร์ กู้ดสปีด เจ้าหน้าที่ของ CEA เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในการประชุมทางโทรศัพท์ในช่วงเช้าวันอังคารว่า การขยายตัวของ GDP สหรัฐทั้งในปี 2560 และ 2561 จะต่ำกว่าความเป็นจริง หากไม่มีกฎหมายจ้างงานและลดภาษี ซึ่งกฎหมายดังกล่าวที่เสนอโดยพรรครีพับลิกันและมีผลบังคับใช้ในช่วงสิ้นปี 2560 นั้น นับเป็นการยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในรอบ 30 ปี

สำหรับข้อเสนอด้านงบประมาณประจำปี 2563 ที่ปธน.ทรัมป์ส่งให้กับสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น รัฐบาลวางแผนที่จะขยายการปรับลดภาษีลงอีก และจะปรับลดลงอย่างถาวร ซึ่งเป็นความพยายามที่คาดว่าจะเผชิญกับการต่อสู้ในรัฐสภา โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งระบุว่า การปรับลดภาษีจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่ายอดขาดดุลจะอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2563

ส่วนการอนุมัติกฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานในสภาคองเกรส ซึ่งเป็นอีกสมมติฐานหนึ่งของ CEA นั้น ก็ไม่สามารถรับประกันได้เช่นกัน โดยรายงานระบุว่า สภาคองเกรสจะอนุมัติกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานที่จะเริ่มขึ้นในปี 2562 และผลกระทบที่สามารถสังเกตเห็นได้จะเริ่มขึ้นในปี 2563

แม้พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ แต่ทั้งสองพรรคก็ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันในการกำหนดแผนการที่เฉพาะเจาะจง

ส่วนการที่รัฐบาลของปธน.ทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในปีที่ผ่านมานั้น รายงานระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 1.1% จาก 1.5% ในเดือนม.ค. 2561 สู่ระดับ 2.6% ในเดือนพ.ย. 2561

รายงานระบุว่า แม้รัฐบาลกลางได้ประโยชน์จากรายได้ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์จากการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นนั้น แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคสหรัฐต้องเสียในรูปของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และการบริโภคที่ลดลงนั้น ได้หักล้างประโยชน์ดังกล่าวที่รัฐบาลได้รับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง