ข่าวอินโฟเควสท์
20:14 ราคาทองฟิวเจอร์พุ่ง $10.50 นักลงทุนซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เหตุวิตกความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ   ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นในวันนี้ เนื่องจากคำสั่งซิ้อส…
20:12 (เพิ่มเติม) เกิดแผ่นดินไหว 6.7 แมกนิจูดเขย่าตอนใต้ของฟิลิปปินส์ คาดเกิดอาฟเตอร์ช็อกซ้ำ   สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแ…
20:08 บอร์ดรฟท.รับทราบพบหลักฐานชิ้นใหม่สู้คดีโฮปเวลล์-ไฟเขียวยื่นศาลขอคุ้มครองการบังคับคดี   นายจิรุฒน์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (…
20:02 SHR กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนเบื้องต้น 5.1-5.5 บาท/หุ้น เคาะราคาสุดท้าย 25 ต.ค.   บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) เปิดเผยความคืบหน้าการเสนอขายหุ้นส…
19:56 บอร์ดรฟท.เห็นชอบรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยันเซ็นสัญญากลุ่มซีพี 25 ต.ค. พร้อมส่งมอบพื้นที่ส่วนแรกไม่เกิน 2 ปี   นายจิรุฒน์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการกา…

Spotlight: ทำเนียบขาวปกป้องนโยบายเศรษฐกิจ"ทรัมป์" คาด GDP จะขยายตัว 3% เป็นเวลา 11 ปี

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2562 13:09:51 น.

ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในอัตราต่อปี 3% เป็นเวลา 11 ปี ภายใต้สมมติฐานที่ว่า สภาคองเกรสจะต้องอนุมัตินโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างเต็มที่

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาของปธน.ทรัมป์ระบุในรายงานเศรษฐกิจของประธานาธิบดีที่เพิ่งมีการเปิดเผยว่า การคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐ จะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ 3% เป็นเวลา 11 ปีในช่วงปี 2561-2572

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง ทำเนียบขาวจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับการปรับลดภาษีลงอีก การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ การปรับลดกฎระเบียบสำหรับภาคธุรกิจลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อกำหนดการทำงานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับบุคคลวัยทำงานที่ได้รับประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล รวมไปถึงนโยบายอื่นๆ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายไทเลอร์ กู้ดสปีด เจ้าหน้าที่ของ CEA เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในการประชุมทางโทรศัพท์ในช่วงเช้าวันอังคารว่า การขยายตัวของ GDP สหรัฐทั้งในปี 2560 และ 2561 จะต่ำกว่าความเป็นจริง หากไม่มีกฎหมายจ้างงานและลดภาษี ซึ่งกฎหมายดังกล่าวที่เสนอโดยพรรครีพับลิกันและมีผลบังคับใช้ในช่วงสิ้นปี 2560 นั้น นับเป็นการยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในรอบ 30 ปี

สำหรับข้อเสนอด้านงบประมาณประจำปี 2563 ที่ปธน.ทรัมป์ส่งให้กับสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น รัฐบาลวางแผนที่จะขยายการปรับลดภาษีลงอีก และจะปรับลดลงอย่างถาวร ซึ่งเป็นความพยายามที่คาดว่าจะเผชิญกับการต่อสู้ในรัฐสภา โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งระบุว่า การปรับลดภาษีจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่ายอดขาดดุลจะอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2563

ส่วนการอนุมัติกฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานในสภาคองเกรส ซึ่งเป็นอีกสมมติฐานหนึ่งของ CEA นั้น ก็ไม่สามารถรับประกันได้เช่นกัน โดยรายงานระบุว่า สภาคองเกรสจะอนุมัติกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานที่จะเริ่มขึ้นในปี 2562 และผลกระทบที่สามารถสังเกตเห็นได้จะเริ่มขึ้นในปี 2563

แม้พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ แต่ทั้งสองพรรคก็ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันในการกำหนดแผนการที่เฉพาะเจาะจง

ส่วนการที่รัฐบาลของปธน.ทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในปีที่ผ่านมานั้น รายงานระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 1.1% จาก 1.5% ในเดือนม.ค. 2561 สู่ระดับ 2.6% ในเดือนพ.ย. 2561

รายงานระบุว่า แม้รัฐบาลกลางได้ประโยชน์จากรายได้ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์จากการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นนั้น แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคสหรัฐต้องเสียในรูปของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และการบริโภคที่ลดลงนั้น ได้หักล้างประโยชน์ดังกล่าวที่รัฐบาลได้รับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง