อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ ซึ่งจะช่วยคลี่คลายภาวะตึงตัวของตลาดที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เกิดสงครามยูเครนในปี 2565 พร้อมกดดันให้ราคาปรับตัวลดลง และอาจกระตุ้นความต้องการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
นักวิเคราะห์ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มอุปทาน LNG ระลอกใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572 โดยอุปทานที่เพิ่มขึ้นจะกดดันราคาในตลาดโลก และช่วยหนุนความต้องการใช้ก๊าซจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น
บริษัท Kpler มองว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาด LNG โดยตลาดกำลังขยับออกจากภาวะตึงตัวไปสู่ภาวะที่มีอุปทานเพียงพอ แม้จะต้องรองรับความต้องการใช้ก๊าซในช่วงฤดูหนาวและความจำเป็นในการกักเก็บก๊าซ โดยเฉพาะในยุโรป
S&P Global Energy, Kpler และ Rystad Energy ประเมินว่า กำลังการผลิต LNG ใหม่อย่างน้อย 35 ล้านตันต่อปีจะเริ่มเข้าสู่ตลาดในปีนี้ โดยมีแหล่งผลิตหลักมาจากสหรัฐฯ และกาตาร์ ส่งผลใหอุปทาน LNG โลกอาจเพิ่มขึ้นได้สูงสุดราว 10% เมื่อเทียบรายปี
สำหรับปี 2569 การคาดการณ์จาก Kpler, Rystad, ICIS และ Rabobank ประเมินว่า อุปทาน LNG โลกจะอยู่ในช่วงประมาณ 460484 ล้านตัน โดยโครงการขนาดใหญ่ เช่น Golden Pass LNG บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ และโครงการขยายแหล่ง North Field ของกาตาร์ จะเป็นแหล่งเพิ่มปริมาณก๊าซที่สำคัญ
นอกจากนี้ การผลิต LNG ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโครงการ Corpus Christi และ Plaquemines LNG ในสหรัฐฯ, LNG Canada รวมถึงโครงการ Greater Tortue Ahmeyim นอกชายฝั่งเซเนกัลและมอริเตเนีย
อุปทานที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มกดดันราคาก๊าซในตลาดโลก โดยนักวิเคราะห์จาก Rabobank, Rystad และ Kpler คาดว่า ราคา LNG ในตลาดเอเชียปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 9.509.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (mmBtu) ลดลงจากค่าเฉลี่ย 12.45 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
ขณะเดียวกัน Rystad และ Kpler ประเมินว่า ราคาก๊าซที่ศูนย์ซื้อขาย Title Transfer Facility (TTF) ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของยุโรป จะเฉลี่ยอยู่ที่ 9.509.74 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmBtu ในปีนี้ ลดลงจากค่าเฉลี่ย 14.20 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568