ซาอุดี อารัมโก (Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย สั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันราสทานูรา (Ras Tanura) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรน ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว นับเป็นการยกระดับความรุนแรงของปฏิบัติการโจมตีทั่วภูมิภาคซึ่งอิหร่านดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอลที่ร่วมกันเปิดปฏิบัติการถล่มอิหร่านก่อนหน้านี้
โรงกลั่นราสทานูรา ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของซาอุดีอาระเบีย เป็นที่ตั้งของหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง โดยมีกำลังการกลั่นสูงถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน และยังทำหน้าที่เป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญสำหรับน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในวันนี้ (2 มี.ค.) ว่า การปิดโรงกลั่นราสทานูราเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน และบริษัทสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์อัล อาราบิยา (Al Arabiya) ว่า กองทัพสามารถสกัดกั้นโดรน 2 ลำที่มุ่งเป้ามายังโรงกลั่นดังกล่าวได้ โดยมีเศษซากโดรนตกใส่จนทำให้เกิดเพลิงไหม้เพียงเล็กน้อย และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม การสั่งปิดโรงกลั่นแห่งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันแทบจะสิ้นเชิง หลังเรือหลายลำถูกโจมตีในบริเวณดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นราว 10% แล้วในวันนี้
ทอร์บยอร์น โซลทเวดท์ นักวิเคราะห์ตลาดตะวันออกกลางจากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง Verisk Maplecroft กล่าวว่า การโจมตีโรงกลั่นราสทานูรา ของซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งสำคัญ โดยการโจมตีครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ขยับเข้าใกล้การตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านมากขึ้น
การโจมตีด้วยโดรนครั้งล่าสุดนี้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาค หลังจากเกิดกระแสการโจมตีหลายระลอกในอาบูดาบี ดูไบ โดฮา มานามา และท่าเรือพาณิชย์ Duqm ของโอมาน ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ระบุว่า การผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก ซึ่งเคยส่งออกน้ำมันราว 200,000 บาร์เรลต่อวันไปยังตุรกีเมื่อเดือนก.พ. ได้ถูกระงับลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน
ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนก.ย. 2562 เมื่อมีการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่น Abqaiq และ Khurais ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียหายไปกว่าครึ่งชั่วคราว และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลกอย่างหนัก
นอกจากนี้ โรงกลั่นราสทานูรายังเคยถูกกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ฝักใฝ่อิหร่านพยายามลอบโจมตีมาแล้วในปี 2564 ซึ่งในครั้งนั้นรัฐบาลริยาดประณามว่า เป็นความพยายามที่ล้มเหลวในการบ่อนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานโลก