สงครามอิหร่านทำอุปทานน้ำมันเตาตึงตัว เอเชียหันพึ่งแหล่งตะวันตก

ข่าวต่างประเทศ Friday March 6, 2026 15:10 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ผู้ค้าน้ำมันเตาในเอเชียกำลังเผชิญปัญหาการจัดหาอุปทาน หลังสงครามอิหร่านทำให้การขนส่งจากซัพพลายเออร์หลักในตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้ค้าต้องเร่งมองหาแหล่งอุปทานทดแทนจากประเทศฝั่งตะวันตก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณน้ำมันเตาจากตะวันออกกลางลดลง และมีแนวโน้มกระทบต่ออุปทานเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินทะเล โดยเฉพาะที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติมเชื้อเพลิงเรือที่ใหญ่ที่สุดของโลก ราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของเจ้าของเรือเพิ่มขึ้น และต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งต่อไปยังบริษัทขนส่งสินค้า ทำให้ราคาสินค้าที่ขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนอุปทานได้ผลักดันให้ตลาดน้ำมันเตาปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะน้ำมันเตากำมะถันสูง ซึ่งปกติแล้วผลิตจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยราคาน้ำมันเตากำมะถันสูงที่ส่งมอบในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ขณะที่ราคาน้ำมันเตากำมะถันต่ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

ข้อมูลจากบริษัท Kpler ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันเตาที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังเอเชียโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านเมตริกตันต่อเดือน หรือราว 246,000 บาร์เรลต่อวัน โดยประมาณ 70% ถูกส่งไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่การส่งออกทั้งหมดผ่านช่องแคบดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 3.7 ล้านตันต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์การเดินเรือของ Kpler พบว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ลดลงราว 90% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่า ตลาดน้ำมันเตากำมะถันสูงทั่วโลกพึ่งพาช่องทางขนส่งเพียงจุดเดียวเป็นอย่างมาก ทำให้แม้การหยุดชะงักเพียงบางส่วนก็สามารถทำให้สมดุลของตลาดตึงตัวได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความผันผวนของตลาดเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินทะเล

ผู้ค้าระบุว่า แม้อุปทานบางส่วนอาจมาจากโรงกลั่นในฝั่งตะวันตก แต่ค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันที่พุ่งสูงมากทำให้การซื้อขายทำได้ยาก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์ระบุว่า ขณะนี้ผู้ค้าหลายรายกำลังประสบปัญหาในการหาน้ำมันสำหรับช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค. เนื่องจากค่าเช่าเรือมีราคาสูงมาก และการทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Arbitrage) เมื่อส่งมายังสิงคโปร์ไม่สามารถทำได้

แหล่งอุปทานทางเลือกที่ถูกกล่าวถึงได้แก่ สหรัฐฯ และเม็กซิโก แต่ปริมาณยังไม่เพียงพอ ขณะที่เวเนซุเอลายังคงส่งน้ำมันเตาไปยังตลาดฝั่งตะวันตกเป็นหลัก ส่วนรัสเซียก็ยังคงเป็นแหล่งอุปทานที่อ่อนไหวสำหรับผู้ซื้อบางราย เนื่องจากยังอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากการทำสงครามในยูเครน

น้ำมันเตาจากอิหร่านเองก็อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานาน แม้ว่าจีนยังคงนำเข้าอยู่ แต่การขนส่งได้หยุดชะงักลงจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

บริษัทที่ปรึกษา FGE NexantECA ระบุว่า หากอุปทานน้ำมันเตากำมะถันสูงจากอิหร่านลดลง โรงงานผลิตยางมะตอยอิสระของจีนอาจเพิ่มการนำเข้าน้ำมันเตาแบบสเตรตรัน (Straight-run) จากรัสเซีย ซึ่งจะยิ่งทำให้อุปทานในบริเวณช่องแคบสิงคโปร์มีจำกัดยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ค้าบางรายยังพยายามหาอุปทานจากโรงกลั่นในเอเชีย แต่ปริมาณน้ำมันเตามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากโรงกลั่นในภูมิภาคกำลังลดกำลังการผลิตจากภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง

สำหรับตลาดน้ำมันเตากำมะถันต่ำ ราคาปรับตัวขึ้นน้อยกว่า เนื่องจากยังมีอุปทานบางส่วนจากบราซิลและไนจีเรีย แม้ว่าสินค้าจากโรงกลั่นอัลซูร์ (Al-Zour) ของคูเวตจะไม่สามารถส่งออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้ก็ตาม

ผู้ค้าน้ำมันเตาคาดว่า ต้นทุนการเติมสต๊อกในอนาคตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะตึงตัวของตลาดที่ขยายวงกว้าง แม้ว่าปัจจุบันตลาดยังสามารถพึ่งพาสต๊อกบนฝั่งในสิงคโปร์ รวมถึงน้ำมันเตาที่เก็บไว้บนเรือได้ แต่สต๊อกเหล่านี้ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ