ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอย่างหนักบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นสถานีส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน โดยแม้ว่ากองกำลังทหารของสหรัฐฯ เจตนาละเว้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะแห่งนี้ แต่ปธน.ทรัมป์เตือนว่า การแทรกแซงใด ๆ ต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะกระทำโดยอิหร่านหรือฝ่ายใดก็ตาม จะทำให้เขา "กลับมาพิจารณาเรื่องการโจมตีเกาะคาร์กในทันที" ซึ่งส่งสัญญาณว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลทรัมป์จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะคาร์กในอนาคต
สถานการณ์ที่คุมเชิงกันอยู่ในขณะนี้ได้ทำให้ความสนใจของทั่วโลกมุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย และเป็นจุดจัดการการส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของอิหร่าน โดยสำนักข่าวซินหัวได้นำเสนอข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับเกาะคาร์ก และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ในการโจมตีเกาะแห่งนี้
ทำไมเกาะคาร์กจึงมีความสำคัญ?
เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอ่าวเปอร์เซียของอิหร่านประมาณ 25 กิโลเมตร ตัวเกาะมีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร และกว้าง 3 กิโลเมตร บนเกาะประกอบด้วยถังเก็บน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ หรือ Supertankers สามารถบรรทุกน้ำมันดิบได้ ทำให้เกาะคาร์กกลายเป็นสถานที่ที่สามารถจัดการการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านได้มากถึง 90% ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่แห่งอื่น ๆ ของอิหร่านตื้นเกินไปสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่
เกาะคาร์กทำหน้าที่เป็นสถานีส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งในเวลานั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกสร้างขึ้นด้วยการมีส่วนร่วมของบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกัน หลังจากนั้นอิหร่านได้ขยายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กระทั่งในปัจจุบัน น้ำมันดิบที่ขนส่งจากเกาะคาร์กถือเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่าน
แม้จุดอ่อนของเกาะคาร์กคือการที่โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างถูกสร้างขึ้นอย่างหนาแน่นและไม่มีที่กำบัง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี แต่การที่เกาะคาร์กมีมูลค่าทางยุทธศาสตร์มาอย่างยาวนาน ทำให้อิหร่านป้องกันเกาะนี้อย่างแน่นหนาและมีการติดตั้งฐานทัพทหารไว้บนเกาะแห่งนี้ ด้านโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า การรุกรานเกาะต่าง ๆ ของอิหร่าน จะทำให้อิหร่านหมดความอดทนโดยสิ้นเชิง
ทำไมสหรัฐฯ จึงยกเว้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก?
ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก อาจส่งสัญญาณถึงยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของสหรัฐฯ โดยสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ของอิหร่าน ยืนยันเมื่อวันเสาร์ (14 มี.ค.) ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่แตะต้องพื้นที่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน
นักวิเคราะห์ได้ให้เหตุผลที่เป็นไปได้หลายประการ ดังนี้
1. "หลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตด้านพลังงาน" เนื่องจากการกระทำใด ๆ ที่ขัดขวางการส่งออกจากเกาะคาร์กอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญความเสี่ยง และอาจทำให้ความเสียหายนั้นย้อนกลับมายังสหรัฐฯ เอง
2. "รักษาทรัพย์สินที่อาจเข้ายึด" นักวิเคราะห์ด้านพลังงานบางรายมองว่า สหรัฐฯ อาจต้องการรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านให้คงสภาพเดิม เผื่อว่าผู้นำอิหร่านชุดปัจจุบันถูกโค่นลง นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจมองทรัพย์สินด้านพลังงานของอิหร่านว่าเป็นรางวัลจากสงครามที่อาจได้รับ มากกว่าจะเป็นเป้าหมายทางทหาร
3. "จำกัดกระแสตีกลับภายในอิหร่าน" การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพลเรือนอาจกระตุ้นให้ประชาชนชาวอิหร่านหันมาสนับสนุนรัฐบาลของตนเองแทนที่จะทำให้อ่อนแอลง โดยรายงานข่าวจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ยับยั้งไม่ให้อิสราเอลทำการโจมตีคลังเก็บพลังงานของอิหร่านด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน
4. "ลดการตอบโต้ภายในภูมิภาค" เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่า หากภาคพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี ก็จะผลักดันให้อิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซทั่วตะวันออกกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตร
กองกำลังสหรัฐฯ จะยึดเกาะคาร์กหรือไม่?
สื่อบางแห่งของสหรัฐฯ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประเมินแนวทางต่าง ๆ ในการยึดเกาะคาร์ก แม้นักวิเคราะห์จะเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการกระทำดังกล่าวก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่า การยึดเกาะคาร์กจะทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านเป็นอัมพาต และอาจทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองในการเจรจา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาะตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอิหร่าน กองกำลังสหรัฐฯ ที่ยกพลขึ้นบกจึงอาจตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดรน และกองกำลังทางเรือของอิหร่าน ทำให้การโจมตีแบบยกพลขึ้นบกจากทะเลมีความเสี่ยงสูงกว่าการโจมตีทางอากาศอย่างมาก
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า เรือยกพลขึ้นบก USS Tripoli ได้ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางพร้อมกับหน่วยนาวิกโยธินเคลื่อนที่เร็วชุดที่ 31 ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วยนาวิกโยธินประมาณ 2,200 นาย พร้อมด้วยอากาศยาน MV-22 Osprey, เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ F-35 โดยเมื่อรวมกับหน่วยสนับสนุน อาจมีกำลังพลได้ถึงประมาณ 5,000 นาย
ด้านเจ้าหน้าที่เพนตากอนเปิดเผยกับสำนักข่าว Fox News ว่า การส่งกองกำลังครั้งนี้เป็นการขยายทางเลือกทางทหาร และหน่วยดังกล่าวพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินหากได้รับคำสั่ง
เจพีมอร์แกนเตือน วิกฤตราคาน้ำมันอาจรุนแรงขึ้น หากสหรัฐฯ ยึดเกาะคาร์ก
ธนาคารเจพีมอร์แกน (JP Morgan) เปิดเผยในรายงานเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะหยุดชะงักและปริมาณการผลิตของประเทศจะลดลงครึ่งหนึ่ง หากสหรัฐฯ และอิสราเอลเข้ายึดท่าเรือบนเกาะคาร์ก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาค
ข้อมูลของเจพีมอร์แกนระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ.นั้น ทางการอิหร่านได้เร่งส่งออกน้ำมันจากเกาะคาร์กจนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีการบรรทุกน้ำมันมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงวันที่ 15-20 ก.พ. ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3 เท่าของอัตราการส่งออกปกติที่ประมาณ 1.3-1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ความจุในการจัดเก็บน้ำมันบนเกาะคาร์กคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาร์เรล และจากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ปัจจุบันมีน้ำมันดิบสำรองอยู่บนเกาะแห่งนี้ประมาณ 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการส่งออกประมาณ 10-12 วันภายใต้สภาวะปกติ
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างก็หลีกเลี่ยงโจมตีเกาะคาร์ก
ในช่วงที่เกิดวิกฤตตัวประกันอิหร่านเมื่อปี 2522 จิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเวลานั้น ได้ประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน แต่หลีกเลี่ยงการสั่งโจมตีเกาะคาร์ก กระทั่งโรนัลด์ เรแกน ได้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงที่เกิดสงครามเรือบรรทุกน้ำมันระหว่างอิหร่าน-อิรักในช่วงทศวรรษ 1980 ก็ได้ให้ความสำคัญกับการปกป้องการเดินเรือ โดยมุ่งเป้าเฉพาะเรือและฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน แต่ไม่แตะต้องเกาะคาร์ก