ไมค์ เวิร์ธ ประธานกรรมการและซีอีโอของบริษัทเชฟรอน (Chevron) เตือนเมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) ในงานเสวนาของสถาบันมิลเคน (Milken Institute) ว่า ทั่วโลกจะเริ่มเห็นสัญญาณของภาวะน้ำมันดิบขาดแคลน ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเนื่องจากสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งน้ำมันดิบที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ถึง 20% ของปริมาณอุปทานทั่วโลก
เวิร์ธอธิบายว่า การปิดเส้นทางลำเลียงน้ำมันดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเริ่มหดตัว โดยภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบเป็นแห่งแรก เนื่องจากต้องปรับลดความต้องการใช้พลังงานลงให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่มีจำกัด ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่
"เรากำลังจะเห็นภาวะน้ำมันขาดตลาดจริง ๆ" เวิร์ธระบุ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำมันสำรองในตลาดพาณิชย์ รวมถึงน้ำมันจาก "กองเรือเงา" (Shadow Fleets) ที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ เริ่มร่อยหรอลงเพราะถูกนำออกมาใช้จนเกือบหมด
เวิร์ธกล่าวเสริมว่า "เมื่อน้ำมันมีน้อยลง ความต้องการใช้ก็ต้องลดลงตามปริมาณที่มี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้"
สำหรับลำดับการได้รับผลกระทบ นายเวิร์ธชี้ว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการผลิตและโรงกลั่นน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมากที่สุด และคาดว่ายุโรปจะเป็นลำดับถัดไป ส่วนสหรัฐฯ แม้จะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าภูมิภาคอื่น แต่ในท้ายที่สุดจะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเขายกตัวอย่างว่า ขณะนี้น้ำมันเที่ยวสุดท้ายที่มีกำหนดส่งจากอ่าวเปอร์เซียกำลังขนถ่ายลงที่ท่าเรือลองบีช ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายน้ำมันหลักให้แก่ลอสแอนเจลิสและทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย
ซีอีโอเชฟรอนมองว่า ความรุนแรงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้ "อาจรุนแรงพอ ๆ กับวิกฤตการณ์ในยุค 70" ซึ่งในทศวรรษนั้น (พ.ศ. 2513-2522) เกิดเหตุการณ์อุปทานน้ำมันหยุดชะงักครั้งใหญ่ 2 ระลอกจนเศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอน นำไปสู่การปันส่วนน้ำมันและการต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมัน
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันยังเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจน โดยล่าสุดสายการบินสปิริต แอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) ต้องประกาศเลิกกิจการเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากภาวะอุปทานตึงตัว