ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงกว่า 1% หลุดระดับ 95 ดอลลาร์ หลังสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ณ เวลา 18.03 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลบ 1.40 ดอลลาร์ หรือ 1.46% สู่ระดับ 94.81 ดอลลาร์/บาร์เรล
สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 6.56 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 380,000 บาร์เรล
อย่างไรก็ดี นักลงทุนจับตาการเปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ในคืนนี้
ตลาดยังคงจับตาสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ขณะที่อิหร่านได้ทำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ราคาน้ำมันยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังจากสหรัฐใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์โจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
นายแอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า 'สิ่งนี้สร้างความหวังว่าเราอาจเข้าใกล้วันที่เรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างปลอดภัยอีกครั้ง'
ซิตี้กรุ๊ปคาดการณ์ว่า การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 4-6 สัปดาห์ข้างหน้า อาจทำให้อุปทานน้ำมันหายไปถึง 11-16 ล้านบาร์เรล/วัน และผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นไปอยู่ที่ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในกรณีที่รุนแรงมากขึ้น ซิตี้กรุ๊ประบุว่า หากเกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน หรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวงกว้าง อาจทำให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยในไตรมาส 2 และ 3 พุ่งขึ้นถึง 130 ดอลลาร์ และอาจพุ่งสูงสุดถึง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือแม้กระทั่ง 200 ดอลลาร์ หากรวมผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป