ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ต่างก็ร่วงลงประมาณ 5% ในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย (25 พ.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าการเจรจากับอิหร่านเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น มีความคืบหน้า แม้เขากล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่รีบร้อนทำข้อตกลงก็ตาม
ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงประมาณ 5% แตะระดับ 91.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงราว 5% แตะระดับ 98.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ว่า "การเจรจากำลังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบและสร้างสรรค์ และผมได้แจ้งให้ผู้แทนของผมว่าไม่ต้องรีบร้อนทำข้อตกลง เนื่องจากเวลาอยู่ข้างเรา"
ส่วนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 พ.ค.) ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน "คืบหน้าไปมากแล้ว" โดยเหลือเพียงขั้นตอนสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้จะรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 8.37% และราคาน้ำมันเบรนท์ ร่วงลง 5.48% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้เรือต่าง ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากอิหร่านในการสัญจรผ่าน มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการถูกโจมตี โดยการปิดล้อมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมมือกันใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในขณะนั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงและพลเรือนเสียชีวิต ด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมทั้งยกระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับตลาดน้ำมันโลก โดยอุปทานน้ำมันทั่วโลกราว 20% ต้องขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ก่อนเกิดสงคราม แต่การปิดล้อมของอิหร่านทำให้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงอย่างมาก และส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์