อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของโอเพนเอไอ (OpenAI) เบิกความต่อศาลว่า ซีอีโอ "แซม อัลท์แมน" มีพฤติกรรมพูดเท็จอย่างต่อเนื่อง และทำให้ผู้บริหารภายในองค์กรขัดแย้งกันเอง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายสำคัญขององค์กร
อิลยา ซัตสเคเวอร์ อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของโอเพนเอไอ ได้ขึ้นให้การเป็นพยานเมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ในคดีฟ้องร้องระหว่างโอเพนเอไอกับ อีลอน มัสก์ โดยระบุว่า ตนใช้เวลาประมาณหนึ่งปีในการรวบรวมหลักฐานเพื่อเสนอต่อบอร์ดบริหารว่า อัลท์แมนมีพฤติกรรม "พูดเท็จอย่างต่อเนื่อง"
ซัตสเคเวอร์ยืนยันว่า ตนมีความคิดที่จะถอดถอนอัลท์แมนออกจากตำแหน่งซีอีโอมาอย่างน้อยหนึ่งปี ก่อนที่จะมีการลงมติปลดเมื่อเดือนพ.ย. 2566 โดยได้จัดทำเอกสารหลักฐานความไม่ซื่อสัตย์ตามคำขอของบอร์ดบริหาร ซึ่งมีความยาวถึง 52 หน้า พร้อมระบุว่าอัลท์แมนมีพฤติกรรมบ่อนทำลายและทำให้ผู้บริหารขัดแย้งกันเอง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการหารือร่วมกับ มิรา มูราติ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี มาเป็นเวลานานแล้ว
นอกจากนี้ ซัตสเคเวอร์ยังเบิกความต่อศาลรัฐแคลิฟอร์เนียว่า พฤติกรรมของอัลท์แมนไม่ส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ให้มีความปลอดภัย
สำหรับการพิจารณาคดีในสัปดาห์ที่สามนี้ ถูกจับตามองว่าอาจส่งผลต่ออนาคตของโอเพนเอไอ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการระดมทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขยายขุมพลังการประมวลผล ก่อนเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจมีมูลค่าสูงถึงล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ อีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้งที่ลาออกจากบอร์ดเมื่อปี 2561 ได้กล่าวหาว่าบริษัทและอัลท์แมนละทิ้งอุดมการณ์องค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทแสวงหากำไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยมัสก์ได้เรียกค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากโอเพนเอไอและไมโครซอฟท์ (Microsoft) เพื่อเอาเงินเข้ากองทุนการกุศลของโอเพนเอไอ พร้อมเรียกร้องให้ปลดอัลท์แมนและ เกร็ก บร็อกแมน ประธานบริษัท ออกจากตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ได้ขึ้นเบิกความโดยระบุว่า การลงทุนในโอเพนเอไอเป็น "ความเสี่ยงที่ประเมินไว้แล้ว" และมองว่าการลงทุนในระยะแรกมีความคุ้มค่าในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาด
นอกจากนี้ ซัตสเคเวอร์ยังเปิดเผยว่า หุ้นที่เขาถือครองในโอเพนเอไอมีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ณ เดือนพ.ย. 2568 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีข่าวลือการควบรวมกิจการกับแอนโทรปิก (Anthropic) ในปี 2566 โดยระบุว่าหลังจากอัลท์แมนถูกปลดชั่วคราว บอร์ดบริหารที่เหลือได้หารือกับแอนโทรปิกเรื่องข้อเสนอควบรวมกิจการและให้เข้ามาบริหารบริษัทแทน แต่ตนไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
ซัตสเคเวอร์ได้ลาออกจากโอเพนเอไอในปี 2567 เพื่อก่อตั้งสตาร์ตอัป AI ของตนเองในชื่อ "เซฟ ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" (Safe Superintelligence)
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาอีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส แห่งศาลชั้นต้นสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีคำแถลงปิดคดีในวันพฤหัสบดีนี้ (14 พ.ค.)