สื่อรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แจ้งต่อฝ่ายบริหารชั่วคราวของเวเนซุเอลาว่า จำเป็นต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวในภาคการผลิตน้ำมัน และให้ความสำคัญกับบริษัทอเมริกันเป็นหลักในการจำหน่ายน้ำมันดิบชนิดหนัก
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้เวเนซุเอลาลดระดับความสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย อิหร่าน และคิวบา โดยยุติการมีอยู่หรือบทบาทของ 4 ประเทศดังกล่าว และตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรในการลดอิทธิพลของจีน รัสเซีย และพันธมิตรอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจเวเนซุเอลา แต่หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการปรับทิศทางทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ เนื่องจากเวเนซุเอลาพึ่งพาความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงจากทั้ง 4 ประเทศมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ
ขณะเดียวกัน แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯไม่มีเป้าหมายเข้าไปยึดครองเวเนซุเอลา แต่ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนมาโดยตลอดว่าต้องการมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ โดยมีรายได้จากภาคพลังงานเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมหารือกับบริษัทน้ำมันอเมริกันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาการลงทุนในเวเนซุเอลา
ด้านทรัมป์กล่าวเมื่อค่ำวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า เวเนซุเอลาจะเริ่มส่งน้ำมันให้สหรัฐสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ ตามราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ในปัจจุบัน โดยยืนยันว่าจะซื้อขายในราคาตลาด และรายได้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองประเทศ