สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ล่วงเข้าสู่วันที่ 12 ในวันนี้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำใกล้เคียง เมื่อเรือบรรทุกสินค้าเสี่ยงลุยผ่านพื้นที่อันตรายจนตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนัก
เว็บไซต์ splash247.com รายงานว่า เหตุการณ์รุนแรงที่สุดในวันนี้เกิดขึ้นกับเรือ "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกองจดทะเบียนสัญชาติไทยของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) [PSL] โดยเรือถูกโจมตีในช่องแคบบริเวณตอนเหนือของประเทศโอมาน จนเกิดเพลิงไหม้ลุกไหม้อยู่นานหลายชั่วโมง และต้องเร่งอพยพลูกเรือออกจากเรือเป็นการด่วน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา
นอกจากเรือไทยแล้ว ยังมีเรือสินค้าอีก 2 ลำที่ถูกโจมตีในวันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นวันอันตรายที่สุดสำหรับการเดินเรือพาณิชย์นับตั้งแต่เหตุโจมตีกรุงเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค. โดยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นรวมแล้ว 10 ครั้ง ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก
บริษัทความปลอดภัยทางทะเล แวนการ์ด เทค ระบุว่า เรือขนส่งสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น "โอเอ็นอี มาเจสตี" (ONE Majesty) ของบริษัท มิตซุย โอเอสเค ไลน์ (MOL) และให้บริการภายใต้กองเรือของกลุ่มบริษัท โอเชี่ยน เน็ตเวิร์ค เอ็กซ์เพรส (ONE) ได้รับความเสียหายจนตัวเรือเป็นรูขนาด 10 ซม. แต่กัปตันสามารถนำเรือเข้าจุดจอดสมอที่ปลอดภัยและลูกเรือทุกคนปลอดภัยดี
ส่วนอีกลำเป็นเรือบรรทุกสินค้า "สตาร์ กวินเน็ธ" (Star Gwyneth) ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชลล์ โดยเรือถูกโจมตีบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนตัวเรือได้รับความเสียหาย แต่โชคดีที่ไม่มีลูกเรือได้รับอันตราย
เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ทั้ง 3 เหตุการณ์ในวันนี้ สะท้อนถึงสถานการณ์ที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากที่ดูเหมือนจะสงบลงไปราว 72 ชม. โดยเกิดขึ้นหลังจากที่โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศกร้าววานนี้ว่า จะไม่ยอมให้น้ำมันถูกส่งออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางแม้แต่ลิตรเดียว หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป และอิหร่านคือผู้ที่จะกำหนดจุดจบของสงครามครั้งนี้
ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนสวนกลับบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า หากอิหร่านทำสิ่งใดก็ตามที่ขัดขวางการลำเลียงน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาจะถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีหนักกว่าเดิมยี่สิบเท่า เมื่อเทียบกับที่พวกเขาเคยโดนโจมตีมาจนถึงตอนนี้
ขณะนี้อุตสาหกรรมการเดินเรือทั่วโลกต่างตั้งคำถามเดียวกันว่า สงครามครั้งนี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทโบรกเกอร์ Xclusiv ในกรีซ ระบุว่า ระยะเวลาของสงครามคือตัวแปรสำคัญ เพราะหากเหตุการณ์จบลงในระยะสั้น อาจส่งผลดีต่อกำไรและมูลค่าของกลุ่มเรือบรรทุกน้ำมัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนคลองสุเอซปิดในปี 2510 แต่หากสงครามยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการขนส่งสินค้า แต่จะกลายเป็นความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคที่อาจทำให้ความต้องการสินค้าและน้ำมันทั่วโลกดิ่งเหว เหมือนวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2516