รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจาก 12 ชาติอาหรับและโลกมุสลิม นัดหารือฉุกเฉินที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย วันนี้ (19 มี.ค.) พร้อมออกแถลงการณ์ร่วมกดดันให้อิหร่านยุติการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีประเทศในภูมิภาคทันที
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ตึงเครียด นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ราย ซึ่งรวมถึงการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้เตหะรานต้องเปิดฉากล้างแค้นตามฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ทั้งอิสราเอล จอร์แดน อิรัก และกลุ่มชาติอ่าวอาหรับ
ในแถลงการณ์ร่วมหลังจบการประชุม บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศได้รุมประณามปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านที่จงใจมุ่งเป้าทำลายแหล่งชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตน้ำจืด สนามบิน อาคารที่พักอาศัย ตลอดจนสถานที่ทางการทูต โดยเน้นย้ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกกรณี และทุกรัฐอธิปไตยย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN)
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเรียกร้องให้อิหร่านปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยต้องหยุดยั้งทุกการโจมตี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทำการใด ๆ ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทะเลและเส้นทางเดินเรือสากล ทั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab al-Mandeb Strait) พร้อมส่งสัญญาณว่า อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับกับเตหะราน จะขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านยอมเคารพอธิปไตย เลิกแทรกแซงกิจการภายใน และยุติการข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่
ขณะเดียวกัน เวทีหารือซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบียในฐานะเจ้าภาพ อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต เลบานอน ปากีสถาน กาตาร์ ซีเรีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังได้แสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอน โดยหนุนหลังนโยบายของรัฐบาลเบรุตที่กำหนดให้อาวุธสงครามต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกรัฐเท่านั้น พร้อมกันนี้ยังได้ประณามอิสราเอลที่ใช้กำลังทหารโจมตีเลบานอน รวมถึงนโยบายขยายอำนาจของอิสราเอลในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในการประชุม รัฐมนตรีจากชาติพันธมิตรทั้ง 12 ประเทศเห็นพ้องที่จะเดินหน้าปรึกษาหารือและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติตนจากการคุกคามของอิหร่านต่อไป