สำนักข่าวโพลิติโค (Politico) รายงานเมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค.) ว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอย่างเงียบ ๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนให้โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เป็นพันธมิตรหรืออาจถึงขั้นก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนใหม่ในอนาคต
รายงานข่าวซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในคณะบริหารของสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางส่วนมองว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ เป็นหุ้นส่วนที่สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยเขาอาจขึ้นเป็นผู้นำอิหร่านและเปิดการเจรจากับรัฐบาลของปธน.ทรัมป์ในระยะต่อไปของสงคราม
อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดหรือฟันธงเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งในเวลานี้ โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า "เขาเป็นตัวเลือกที่มาแรง ... อยู่ในลำดับต้น ๆ ... แต่เรายังต้องทดสอบพวกเขาดูก่อน เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้"
ทางด้านปธน.ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า จะเกิด "การเปลี่ยนระบอบการปกครองครั้งใหญ่" ขึ้นในอิหร่าน พร้อมเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เนื่องจากทุกคนในกลุ่มผู้นำชุดก่อนหน้าถูกสังหารไปหมดแล้ว
"พวกเขากำลังเริ่มต้นกันใหม่ ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ แต่เรากำลังหารือกับบางคนที่ผมมองว่ามีเหตุผลและไว้ใจได้มาก" ปธน.ทรัมป์ระบุนอกจากนี้ โพลิติโคยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ปธน.ทรัมป์ไม่ต้องการโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ หวังว่าผู้นำคนต่อไปของอิหร่านจะทำข้อตกลงในลักษณะเดียวกับที่เดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาได้ทำไว้ หลังจากที่เธอเข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุว่า เป้าหมายคือการผลักดันคนแบบเดลซี โรดริเกซ ขึ้นมา โดยสหรัฐฯ จะหนุนให้อยู่ในอำนาจ แต่บุคคลนั้นต้องทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และต้องให้ข้อตกลงที่ดีแก่สหรัฐฯ โดยให้สิทธิ์สหรัฐฯ เรื่องน้ำมันเป็นเจ้าแรก