ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่า เขาสามารถยึดน้ำมันในอิหร่านและเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านได้ ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว
ทรัมป์กล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) ว่า สิ่งที่เขาต้องการคือการเข้ายึดน้ำมัน โดยเปรียบเทียบกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อช่วงต้นปี ภายหลังการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งสหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาต่อมา
ถ้อยแถลงดังกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว โดยการโจมตีได้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และผลักดันราคาน้ำมันดิบให้พุ่งสูงขึ้น
ด้านวอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อคืนวันเสาร์ (28 มี.ค.) ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้รบภาคพื้นดินที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ในขณะที่กองกำลังทหารสหรัฐฯ หลายพันนายเดินทางมาถึงภูมิภาคดังกล่าวแล้ว
สัญญาณของการยกระดับความรุนแรงปรากฏชัดยิ่งขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในภูมิภาคตกเป็นเป้าโจมตี โดยทางการคูเวตระบุผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเช้านี้ (30 มี.ค.) ว่า อาคารบริการ ณ โรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (desalination plant) ได้รับความเสียหายจากการโจมตีเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิต 1 ราย
ทางการคูเวตระบุว่า โรงงานดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายโจมตี ซึ่งคูเวตระบุว่าถือเป็นส่วนหนึ่งของการที่อิหร่านรุกรานคูเวต โดยกระทรวงฯ ระบุว่า คนงานที่เสียชีวิตเป็นชาวอินเดีย
ทั้งนี้ มีการส่งทีมฉุกเฉินเข้าพื้นที่ทันทีเพื่อควบคุมความเสียหายและรักษาการดำเนินงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ ด้านทางการคูเวตระบุว่า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าระบบไฟฟ้าและน้ำประปาของคูเวตยังคงมีเสถียรภาพ และได้เริ่มใช้แผนสำรองเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าและน้ำได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โรงงานผลิตน้ำจืดในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นแหล่งผลิตน้ำดื่มสำคัญของภูมิภาค ทำให้สถานที่เหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและเป็นเป้าหมายที่อ่อนไหวอย่างยิ่งหากเกิดการยกระดับความรุนแรงใด ๆ