วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) โดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และคณะบริหารกำลังพิจารณาแผนลงโทษพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) บางประเทศที่ทรัมป์เชื่อว่าไม่ได้ให้การช่วยเหลือแก่สหรัฐฯ ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
รายงานระบุว่า ภายใต้แผนดังกล่าว ซึ่งเริ่มมีการพูดถึงและได้รับการสนับสนุนในหมู่เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวจะเริ่มถอนกำลังออกจากประเทศสมาชิกนาโตที่ถูกมองว่าไม่สนับสนุนภารกิจสงครามของสหรัฐฯ และจะนำกำลังพลไปประจำการในประเทศที่ให้การสนับสนุนมากกว่า
แหล่งข่าวเผยว่า แผนดังกล่าวอาจรวมถึงการปิดฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งแห่งในยุโรป ซึ่งอาจเป็นในสเปนหรือเยอรมนี ขณะที่ประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์เนื่องจากถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้สนับสนุน ได้แก่ โปแลนด์ โรมาเนีย ลิทัวเนีย และกรีซ
สเปนได้สั่งห้ามไม่ให้เครื่องบินของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารต่อต้านอิหร่านบินผ่านน่านฟ้าของประเทศ ขณะที่ทางด้านอิตาลีได้สั่งระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในซิซิลีเป็นการชั่วคราว ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสตกลงให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพทางตอนใต้ของประเทศได้ภายใต้เงื่อนไขเดียวเท่านั้น คือสหรัฐฯ ต้องยืนยันและรับรองว่าเครื่องบินที่จะลงจอดในฐานทัพดังกล่าว จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจโจมตีอิหร่านโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังแสดงความไม่พอใจต่อเยอรมนี หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างหนัก
แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า "เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่งที่นาโตหันหลังให้กับประชาชนชาวอเมริกันตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ประชาชนชาวอเมริกันเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้แก่พวกเขา"
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ขยายวงกว้างขึ้นในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ โดยมีชนวนเหตุมาจากการตัดสินใจเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ประกอบกับความตึงเครียดก่อนหน้านี้จากความพยายามของเขาที่จะเข้าครอบครองดินแดนกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโตอย่างเต็มตัวเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าตามกฎหมายแล้วเขาจะไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก็ตาม