มิโนรุ กิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการแถลงข่าววันนี้ (14 ก.ค.) ว่า ญี่ปุ่นมีความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ ใช้แรงกดดันทางการทูตเพื่อบั่นทอนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) พร้อมกับจับตาท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
กิฮาระกล่าวว่า ญี่ปุ่นในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดของ ICC นั้น ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขจัดและการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรง ตลอดจนการยึดมั่นในหลักนิติธรรม และ ให้การสนับสนุน ICC อย่างต่อเนื่องในฐานะศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเป็นการถาวร
นอกจากนี้ กิฮาระกล่าวว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังประเมินความเคลื่อนไหวขั้นต่อไปของสหรัฐฯ นั้น ทางรัฐบาลก็จะจัดการกับประเด็นนี้ด้วยการหารืออย่างใกล้ชิดกับศาล ICC และประเทศสมาชิกอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐฯ ด้วย
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ถ้อยแถลงของกิฮาระมีขึ้นหลังจากมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อวานนี้ว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการเป็นวงกว้างเพื่อขจัดภัยคุกคามจาก ICC ซึ่งเขามองว่าเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ โดยปัจจุบันชาวญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นประธาน ICC
รูบิโอกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่จำกัดทางเลือกทางการทูตใด ๆ ในแผนการขจัด ICC ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกถอนตัวจากการเป็นภาคีของ ICC และการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรนี้รวมถึงองค์กรในเครือ
นอกจากนี้ รูบิโอกล่าวว่า สหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC อาจเรียกร้องให้บรรดาพันธมิตรและประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ ปฏิเสธ อำนาจที่กล่าวอ้าง ของ ICC ในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่และทหารอเมริกัน
อนึ่ง รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิพากษ์วิจารณ์ ICC จากการที่ศาลแห่งนี้เคยเปิดการสอบสวนบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน และจากการออกหมายจับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2567 ศาล ICC อยู่ภายใต้การนำของโทโมโกะ อากาเนะ ประธานศาลชาวญี่ปุ่น และถือเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธาน ICC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต