ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซในทันที ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียด ภายหลังความล้มเหลวในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ส่งผลให้สถานการณ์ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่เปราะบางตกอยู่ในอันตราย
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ด้วยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่มีการจ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน และจะเริ่มทำลายทุ่นระเบิดที่เขาอ้างว่าอิหร่านนำมาทิ้งไว้ในบริเวณช่องแคบ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ขนส่งพลังงานราว 20% ของโลก
"การประชุมเป็นไปด้วยดี เราตกลงกันได้ในหลายประเด็น แต่ประเด็นเดียวที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง 'นิวเคลียร์' กลับตกลงกันไม่ได้" ทรัมป์ระบุข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขาในวันอาทิตย์
"กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งยอดเยี่ยมที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามจะเดินทางเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีผลในทันที" ทรัมป์ระบุ "ผมยังได้สั่งการให้กองทัพเรือของเราค้นหาและเปลี่ยนทิศทางเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน จะไม่มีใครที่จ่ายค่าผ่านทางที่ผิดกฎหมายเดินทางผ่านทะเลหลวง (high sea) ไปได้อย่างปลอดภัย"
"ชาวอิหร่านคนใดก็ตามที่ยิงใส่เรา หรือยิงใส่เรือที่เดินทางโดยสันติ จะต้องพินาศย่อยยับ!"คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นหลังจาก เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนสหรัฐฯ ในการเจรจาระดับสูงกับอิหร่าน เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้จะใช้เวลาเจรจาอย่างยาวนานถึง 21 ชั่วโมง
แม้รองประธานาธิบดีแวนซ์จะปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดว่าเหตุใดการเจรจาจึงล้มเหลว แต่เขาได้ระบุสาเหตุส่วนหนึ่งว่า เป็นเพราะสหรัฐฯ ไม่เห็น "พันธสัญญาพื้นฐาน" จากฝั่งอิหร่าน ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างออกมากล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้การเจรจาล้มเหลว ซึ่งการเจรจาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน กระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง และทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง