ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดของสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ สองทูตพิเศษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.) ส่งผลให้ความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางรื้อฟื้นสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง โดยการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสร็จสิ้นการหารือกับผู้นำปากีสถานและออกเดินทางต่อไปยังโอมาน
การยกเลิกภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวจะประกาศว่าผู้เจรจาหลักทั้งสองจะเดินทางไปปากีสถาน โดยแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ถึงกับยกย่องว่าปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ "ยอดเยี่ยม" มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกของวันเสาร์ ปธน.ทรัมป์ได้เปลี่ยนใจและระบุว่า "เราเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมด พวกเขาจะโทรหาเราตอนไหนก็ได้ที่ต้องการ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครต้องบินไกลถึง 18 ชั่วโมงเพื่อไปนั่งคุยเรื่องไร้สาระอีกต่อไปแล้ว"
การยกเลิกดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเตหะรานได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่มีการเจรจาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในกรุงอิสลามาบัด หากสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบสนองเงื่อนไขเบื้องต้นก่อน
สำหรับการเยือนอิสลามาบัดครั้งนี้ อารักชีเดินทางถึงเมื่อคืนวันศุกร์ (24 เม.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและหาทางออกทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. จากกรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ ของอิหร่าน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธรายงานข่าวเกี่ยวกับแผนการพบปะกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในปากีสถาน ขณะที่สื่ออิหร่านระบุว่าอารักชีจะหารือกับฝ่ายปากีสถานเท่านั้น และใช้กรุงอิสลามาบัดเป็นช่องทางในการถ่ายทอดข้อพิจารณาของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง
แหล่งข่าวจากปากีสถานเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศได้ประชุมกันหลายรอบในช่วงวันศุกร์และเสาร์ โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อเสนอสำหรับการเจรจาในอนาคต ระหว่างเตหะรานกับวอชิงตัน ซึ่งอารักชีได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีชาห์บาซ ชารีฟ พร้อมด้วยอิชัค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ และจอมพลอาซิม มูเนียร์ ผู้บัญชาการทหารบก โดยใช้เวลาหารือเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งนายกฯ ชารีฟได้เน้นย้ำว่า การทูตและการเจรจาคือสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับสากล
นอกจากนี้ อารักชียังได้หารือกับจอมพลมูเนียร์เพื่อถ่ายทอดมุมมองของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งทางทหาร การหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเสถียรภาพในภูมิภาคในวงกว้าง
แหล่งข่าวระบุว่า ปากีสถานในฐานะตัวกลางได้ถ่ายทอดข้อความจากวอชิงตันในระหว่างการหารือ หลังจากนั้นคณะผู้แทนอิหร่านได้นำเสนอการตอบกลับและข้อเรียกร้องสำคัญของตน
สำหรับการหารือรอบดึกระหว่างทั้งสองฝ่ายเมื่ออารักชีเดินทางมาถึง ได้มุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขเบื้องต้นของเตหะรานก่อนที่จะมีการพูดคุยโดยตรงกับวอชิงตัน ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และการปล่อยเรือรวมถึงลูกเรือชาวอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ ยึดไว้
แหล่งข่าวเสริมว่า ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะยังคงมีส่วนร่วมเพื่อช่วยกำหนดเส้นทางทางการทูตในอนาคต และได้แสดงความขอบคุณต่อความพยายามอย่างจริงใจและไม่ย่อท้อของปากีสถานในการส่งเสริมสันติภาพครั้งนี้
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยกระดับท่าทีแข็งกร้าวผ่านการสื่อสารต่อสาธารณะในประเด็นการปิดล้อมทางทะเล โดยกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา (Khatam al-Anbiya Central Headquarters) ออกมาเตือนเมื่อวันเสาร์ว่า พร้อมตอบโต้หากสหรัฐฯ ยังคงทำการที่เรียกว่า "การปิดล้อม การปล้นสะดม และการกระทำอันเป็นโจรสลัด" ในภูมิภาค ซึ่งหมายถึงการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของกองทัพเรือสหรัฐฯ และปฏิบัติการล่าสุดต่อเรือที่มุ่งหน้าสู่อิหร่าน โดยยืนยันว่ากองทัพอิหร่านพร้อมสร้างความเสียหายที่รุนแรงยิ่งขึ้นหากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงรุกราน และจะรักษาอำนาจการควบคุมเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ไว้
ทั้งนี้ ความตึงเครียดรอบใหม่เกิดขึ้นหลังจากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เม.ย. (หลังสู้รบนาน 40 วัน) และการเจรจารอบแรกในอิสลามาบัดเมื่อวันที่ 11-12 เม.ย. ล้มเหลวและไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ส่วนการเจรจารอบสองที่คาดว่าจะจัดขึ้นในปากีสถาน อิหร่านได้ปฏิเสธการเข้าร่วมโดยอ้างว่าสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลและยื่นข้อเรียกร้องมากเกินพอดี
แม้ในปัจจุบันปากีสถานจะยังคงพยายามไกล่เกลี่ย และมีแนวโน้มว่าอารักชีอาจกลับมาเยือนอิสลามาบัดอีกครั้งหากการติดต่อประสานงานมีความคืบหน้า แต่สถานการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า เส้นทางสู่การเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในเงื่อนไขหลักของการกลับมาเจรจากันอีกครั้ง