สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) เปิดเผยในวันนี้ (27 เม.ย.) ว่า ทั่วโลกใช้จ่ายด้านการทหารสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.89 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อนหน้า และขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องและความไม่มั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น
ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวหลัก ๆ มาจากยุโรปที่พุ่งขึ้น 14.0% และเอเชียและโอเชียเนียเพิ่มขึ้น 8.1% โดย SIPRI ระบุว่า รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้นในยุโรปมาจากการที่ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เดินหน้าเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ประกอบกับถูกกดดันจากสหรัฐฯ ให้รับส่วนแบ่งภาระด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ การใช้จ่ายทางทหารของยุโรปอยู่ที่ 8.64 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่เอเชียและโอเชียเนียอยู่ที่ 6.81 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนสัดส่วนรายจ่ายทางทหารต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552
สำหรับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมมากที่สุด ลดการใช้จ่ายลง 7.5% เหลือ 9.54 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากการไม่อนุมัติความช่วยเหลือทางทหารก้อนใหม่แก่ยูเครนในช่วงปีดังกล่าว
อย่างไรก็ดี หนาน เทียน ผู้อำนวยการโครงการค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI ระบุว่า การลดลงดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติสำหรับปี 2569 นั้นสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570
ขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม 7.4% สู่ระดับประมาณ 3.36 แสนล้านดอลลาร์ นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 31
ส่วนรัสเซีย อันดับ 3 เพิ่มการใช้จ่าย 5.9% สู่ระดับประมาณ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ประเทศ 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย มีสัดส่วนรวมกันถึง 51% ของรายจ่ายด้านกลาโหมทั่วโลก
ด้านญี่ปุ่น ซึ่งอยู่อันดับ 10 เพิ่มงบประมาณ 9.7% สู่ระดับ 6.22 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 1.4% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2501
สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2.18 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อนหน้า แม้ยังเผชิญความขัดแย้งและการแข่งขันภายในภูมิภาคที่ยืดเยื้อ
ส่วนค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของอิสราเอลลดลง 4.9% สู่ระดับ 4.83 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความรุนแรงของสงครามในฉนวนกาซาที่ลดลง หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮามาสในเดือนม.ค. 2568