ชีค นาอิม กัสเซม ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ กล่าวว่า ฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธการเจรจาโดยตรงระหว่างเลบานอนและอิสราเอล พร้อมระบุว่า ผลลัพธ์ใด ๆ จากการเจรจาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม
'เราปฏิเสธการเจรจาโดยตรงอย่างสิ้นเชิง การเจรจาและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับเราในทุกกรณี' กัสเซมระบุในแถลงการณ์ พร้อมกล่าวหาทางการเลบานอนว่าได้ยอมอ่อนข้ออย่างน่าอับอายและไม่จำเป็นต่ออิสราเอล และกระทำการขัดต่อผลประโยชน์ของชาวเลบานอน
เขาได้ระบุเงื่อนไข 5 ประการว่าเป็นหนทางเดียวที่ยอมรับได้ ได้แก่ 1) การยุติการโจมตีของอิสราเอลทางบก ทางทะเล และทางอากาศ 2) การถอนกำลังของอิสราเอลออกจากดินแดนที่ยึดครอง 3) การปล่อยตัวนักโทษ 4) การให้ประชาชนที่พลัดถิ่นกลับไปยังเมืองและหมู่บ้านของตน 5)
การฟื้นฟูและก่อสร้างใหม่กัสเซมกล่าวว่า ฮิซบอลเลาะห์จะไม่ยอมละทิ้งอาวุธ และยืนยันว่าอิสราเอลจะไม่สามารถอยู่ในดินแดนที่ยึดครองในเลบานอน พร้อมทั้งเสริมว่าฮิซบอลเลาะห์จะไม่ย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนวันที่ 2 มีนาคม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ฮิซบอลเลาะห์ได้ทำการยิงจรวดจากตอนใต้ของเลบานอนไปยังอิสราเอล ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงในเดือนพฤศจิกายน 2567 ขณะที่อิสราเอลได้ทำการโจมตีทางอากาศที่มุ่งเป้าไปยังกรุงเบรุต ชานเมืองทางตอนใต้ และพื้นที่อื่น ๆ ของเลบานอน
ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ผู้นำเลบานอน กล่าวว่า ฮิซบอลเลาะห์ได้ทรยศต่อประเทศ ด้วยการดึงเลบานอนเข้าสู่สงคราม พร้อมย้ำว่า เขาจะไม่มีทางยอมรับ "ข้อตกลงที่น่าอับอาย" ในการเจรจากับอิสราเอลเพื่อยุติการสู้รบ
'สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่การทรยศ การทรยศคือการกระทำของผู้ที่นำพาประเทศเข้าสู่สงครามเพื่อผลประโยชน์ของต่างชาติ' ปธน.อูนกล่าว และเสริมว่า เลบานอนได้แจ้งต่อสหรัฐตั้งแต่แรกว่า การหยุดยิงเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็น ก่อนที่จะมีการเจรจาในลำดับถัดไป โดยจุดยืนนี้ได้ถูกย้ำอีกครั้งในการประชุมระดับเอกอัครราชทูตกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 และ 23 เมษายน
ในการตอบโต้ผู้วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลที่เข้าร่วมการเจรจา ปธน.อูนกล่าวว่า บางคนกล่าวหาว่าการเจรจายังไม่ได้รับฉันทามติระดับชาติ
'แล้วตอนที่คุณพาประเทศเข้าสู่สงคราม คุณได้ขอฉันทามติระดับชาติก่อนหรือยัง' ปธน.อูนกล่าว และเสริมว่า เป้าหมายของเขาคือการยุติสถานะสงครามกับอิสราเอล และเขาจะไม่ยอมรับ "ข้อตกลงที่น่าอับอาย" อย่างเด็ดขาด