เหล่าผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิทธิมนุษยชนประจำคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ออกมาเตือนในวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ว่า มาตรการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นคิวบาในการเข้าถึงเชื้อเพลิงเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างหนักในประเทศ
เซอร์ยา เดวา, โซเฟีย มอนซาลเว ซัวเรซ และเปโดร อาร์โรโฆ-อากูโด สามผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิทธิมนุษยชนประจำ UNHRC ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า "คิวบาถูกสหรัฐฯ บีบให้เข้าสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน ซึ่งเป็นภาวะการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่จำเป็นต่อการดำเนินงานบริการที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี"
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่เดือนม.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ได้ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าน้ำมันต่อคิวบา พร้อมขู่จะใช้กำลังทหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคิวบาหลายต่อหลายครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การปิดกั้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวคิวบาเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายสิทธิเสรีภาพในด้านต่าง ๆ ที่พึงได้รับตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การขาดแคลนเชื้อเพลิงทำให้ชาวคิวบาไม่สามารถเข้าถึงสถานพยาบาลหลายแห่ง และเด็ก ๆ ไม่สามารถเข้าถึงสถานศึกษาได้ โดยชี้ถึงรายงานอ้างอิงที่ระบุว่า ระบบสาธารณสุขของคิวบามีจำนวนการผ่าตัดที่ค้างสะสมกว่า 96,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเคสของเด็กถึง 11,000 ราย ขณะที่ความล่าช้าในโครงการฉีดวัคซีนระดับชาติได้ส่งผลกระทบต่อทารกอีกหลายพันคน
ทั้งนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการใช้มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือบีบบังคับทางการเมือง