เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องเมื่อวันเสาร์ (31 พ.ค.) ให้ประเทศต่าง ๆ ที่ออกมาตรการห้ามเดินทางหรือปิดพรมแดนเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา ทบทวนมาตรการดังกล่าว
เทดรอสกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมที่เมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอีตูรีทางตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดในปัจจุบัน ว่า มาตรการจำกัดด้านการเดินทางและการปิดพรมแดนอาจทำให้การควบคุมโรคมีความยากลำบากมากขึ้น พร้อมทั้งบั่นทอนความโปร่งใสและความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาชีวิตผู้คน
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะที่ได้รับการอนุมัติ แต่ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า ผู้ป่วยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับโรคอีโบลาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่เทดรอสระบุว่า ผู้ป่วยยังสามารถหายจากโรคได้ หากได้รับการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที
เทดรอสเสริมว่า การเดินทางเยือนเมืองบูเนียครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อพบปะและรับฟังชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาด ซึ่งจนถึงขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยต้องสงสัยสะสมมากกว่า 1,000 รายแล้ว
ด้านกระทรวงสาธารณสุขยูกันดาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (29 พ.ค.)ว่า พบผู้ติดเชื้ออีโบลายืนยันแล้ว 9 ราย หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 รายในกรุงกัมปาลา
ขณะที่ โรเจอร์ คัมบา รัฐมนตรีสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กล่าวว่า หากสถานการณ์เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศมีโอกาสควบคุมและยุติการระบาดได้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือน โดยอาศัยประสบการณ์จากการรับมือโรคระบาดในอดีตและข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคอีโบลา
คัมบาระบุว่า เป้าหมายเร่งด่วนคือการจำกัดการแพร่ระบาดให้อยู่ภายใน 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อีตูรี นอร์ทคิวู และเซาท์คิวู พร้อมป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น
นอกจากนี้ คัมบายังเปิดเผยว่า คองโกได้ยกระดับศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ โดยขณะนี้ไม่มีตัวอย่างตรวจค้างสะสมแล้ว หลังจากตรวจตัวอย่างไปแล้วราว 900 ตัวอย่าง และพบผลเป็นบวกประมาณ 260 ตัวอย่าง