ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครบอสตัน มีคำวินิจฉัยเมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ให้เพิกถอนคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่า H-1B ใหม่สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง โดยศาลสรุปว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวถือเป็นการเก็บภาษีที่ผิดกฎหมายซึ่งสภาคองเกรสไม่เคยอนุมัติ
โครงการ H-1B เป็นโครงการที่ออกวีซ่าจำนวน 65,000 ใบต่อปี และมีอีก 20,000 ใบสำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาสูง ซึ่งอนุมัติให้พำนักได้ 3-6 ปี โดยก่อนหน้าที่จะมีประกาศของปธน.ทรัมป์ นายจ้างมักจะจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ
จนกระทั่งเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใหม่เป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐอย่างกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่าโครงการวีซ่าสำหรับแรงงานชั่วคราว H-1B ถูกใช้ในทางที่ผิด โดยทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติที่มีค่าจ้างและทักษะต่ำกว่า แทนที่จะเข้ามาเสริมกำลังแรงงานในประเทศ
การประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวส่งผลให้อัยการสูงสุดจาก 20 รัฐสังกัดพรรคเดโมแครตได้รวมตัวกันยื่นฟ้องคัดค้านนโยบายดังกล่าว เนื่องจากเป็นการสร้างอุปสรรคด้านต้นทุนที่สูงมากให้กับนายจ้าง โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่พึ่งพาบุคลากรต่างชาติอย่างหนัก
นับตั้งแต่มีการบังคับใช้ค่าธรรมเนียมใหม่นี้ มีนายจ้างเพียงไม่กี่รายที่ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานบริการพลเมืองและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS) เปิดเผยในเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อเดือนมี.ค. ว่า ณ วันที่ 15 ก.พ. USCIS ได้รับการชำระค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์เพียง 85 รายเท่านั้น
ในการต่อสู้คดีวีซ่า H-1B รัฐบาลทรัมป์ได้โต้แย้งว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นค่าปรับทางการเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการตามกฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ที่เปิดทางให้สามารถจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติบางกลุ่ม หากมองว่าเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ลีโอ โซโรคิน ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประจำนครบอสตัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตปธน.บารัค โอบามา ได้อ้างอิงตรรกะจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือนก.พ. ที่สั่งเพิกถอนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบเหมารวมของทรัมป์ ซึ่งเคยพยายามบังคับใช้ภายใต้กฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยผู้พิพากษาโซโรคินสรุปว่า ปธน.ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายคนเข้าเมืองในการเรียกเก็บภาษีในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ผู้พิพากษาโซโรคินระบุเพิ่มเติมว่า ค่าธรรมเนียมนี้ไม่ใช่ค่าปรับ แต่เป็นภาษีที่ปธน.ทรัมป์ขาดอำนาจจากสภาคองเกรสในการสั่งการ ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ USCIS ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้
"เนื้อหาและการบังคับใช้การชำระเงิน 100,000 ดอลลาร์นี้แสดงให้เห็นว่าเป็นภาษี ไม่ว่าการชำระเงินนี้จะถูกเรียกด้วยชื่อว่าอะไรก็ตาม" ผู้พิพากษาระบุในคำตัดสิน
ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์มั่นใจว่าคำสั่งของผู้พิพากษาโซโรคินจะถูกกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ พร้อมย้ำว่า "ปธน.ทรัมป์มีอำนาจทางกฎหมายอย่างชัดเจนในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างด้าวกลุ่มใดก็ตามที่ท่านประเมินว่าขัดต่อผลประโยชน์สูงสุดของอเมริกา และนั่นคือสิ่งที่ท่านได้ทำลงไป"