ช่องแคบฮอร์มุซกำลังถูกจับตาในฐานะจุดเปราะบางใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และนักลงทุนกังวลถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการรับส่งข้อมูลทั่วโลก
ยาร์เดนี รีเสิร์ช (Yardeni Research) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนของสหรัฐฯ ระบุว่า ความกังวลดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลังอิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตที่พาดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตและข้อมูลทางการเงินระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน สายเคเบิลใต้ทะเลที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซรองรับข้อมูลอินเทอร์เน็ตและข้อมูลทางการเงินของโลกมากถึง 20% ทำให้เส้นทางนี้เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อาทิ อะเมซอน (Amazon), กูเกิล (Google) ของ อัลฟาเบท (Alphabet), เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) และ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) กำลังประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพึ่งพาเส้นทางดังกล่าว ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาค
รายงานระบุว่า ทางเลือกอื่น เช่น โครงข่ายใยแก้วนำแสงทางบก เส้นทางผ่านทะเลแดง หรือการพัฒนาเส้นทางใหม่ผ่านโอมานและซาอุดีอาระเบีย จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะพร้อมใช้งานในระดับที่รองรับความต้องการได้
ปัจจุบันโลกมีสายเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 500 เส้น ซึ่งรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศมากกว่า 95% ของปริมาณทั้งหมด ขณะที่เหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรือเหตุที่คาดว่าเป็นการก่อวินาศกรรม ต่างสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้
ยาร์เดนี รีเสิร์ชระบุเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงที่สายเคเบิลอาจถูกรบกวนหรือได้รับความเสียหาย อาจทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk premium) ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดพลังงานในช่วงวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นดังกล่าวยังอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของประเทศในอ่าวอาหรับที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ต่างทุ่มงบลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐาน AI ศูนย์ข้อมูล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
บริษัทที่มีส่วนร่วมในโครงการเหล่านี้ ได้แก่ ไมโครซอฟท์, โอเพนเอไอ (OpenAI), เอ็กซ์เอไอ (xAI), อินวิเดีย (Nvidia) และ เอเอ็มดี (AMD)
ทั้งนี้ มีสายเคเบิลหลักอย่างน้อย 7 เส้นที่ให้บริการโครงการ AI ในประเทศแถบอ่าวอาหรับและต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวอาจกลายเป็นคอขวดสำคัญต่อบริการคลาวด์คอมพิวติง ธุรกรรมทางการเงิน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และศูนย์ข้อมูล
รายงานคาดว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีจะเร่งลงทุนในเส้นทางสายเคเบิลทางเลือกและเครือข่ายใยแก้วนำแสงทางบกมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางยุทธศาสตร์เพียงจุดเดียวแห่งนี้