ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในขณะนี้อยู่บนเส้นแบ่งที่เปราะบางระหว่าง "การเปิดโต๊ะเจรจา" กับ "ความเสี่ยงของการปะทะ" ท่ามกลางสัญญาณที่ขัดแย้งกัน โดยด้านหนึ่งคือกระแสข่าวการเตรียมพูดคุยทางการทูต แต่อีกด้านกลับเป็นการขยับกำลังทหาร, คำเตือนที่แข็งกร้าว และเหตุปะทะย่อย ๆ ที่เกิดถี่ขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ล่าสุดในวันนี้ (4 ก.พ.) สื่อรายงานว่า การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน คาดว่าจะมีขึ้นที่ประเทศโอมานในวันศุกร์นี้ (6 ก.พ.) ซึ่งอาจเป็นเวทีการทูตที่สำคัญที่สุดในรอบหลายเดือน ท่ามกลางความกังวลของตลาดโลกว่า หากการทูตล้มเหลว ผลกระทบจะสะเทือนไปถึงราคาน้ำมัน ตลาดการเงิน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกโดยตรง
In Focus สัปดาห์นี้ จะพาไปจับตาว่า การเปิดโต๊ะเจรจาจะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งอย่างจริงจัง หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมต่อรองท่ามกลางแรงกดดันจากปฏิบัติการทางทหาร
*อิหร่านขอ "คุมเวทีคุมวาระ" ก่อนยอมเปิดโต๊ะเจรจา
การที่อิหร่านเรียกร้องให้ย้ายสถานที่เจรจาจากตุรกีที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ไปเป็นโอมาน พร้อมกำหนดให้เป็นการหารือแบบทวิภาคีเฉพาะแค่กับสหรัฐฯ นั้น ไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการลดจำนวนผู้เล่น, ลดแรงกดดันจากประเทศอื่น ๆ และเพิ่มการควบคุมบรรยากาศการเจรจา
ยิ่งไปกว่านั้น การจำกัดกรอบการพูดคุยให้เหลือเพียง "ประเด็นนิวเคลียร์" ก็เป็นการปิดประตูไม่ให้การเจรจาขยายวงไปสู่เรื่องบทบาทของอิหร่านในภูมิภาค, โครงการขีปนาวุธ หรือความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนที่ชาติตะวันตกใช้กดดันอิหร่านมาโดยตลอด สำหรับอิหร่านแล้ว การเจรจาในกรอบแคบ ๆ คือการลดต้นทุนทางการเมืองลงให้มากที่สุด
*เปิดช่องการทูต ท่ามกลางแรงกดดันทางทหาร
คำสั่งของประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ให้กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเดินหน้า "การเจรจาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม" กับสหรัฐฯ ดูเหมือนเป็นท่าทีในเชิงบวก แต่ในเชิงลึกคือการเปิดโต๊ะเจรจาโดยมีเงื่อนไข โดยต้องไม่มีการคุกคามหรือการบีบบังคับ
จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแรงกดดันทางอ้อมอย่างชัดเจน การยอมพูดคุยของอิหร่านในช่วงนี้ จึงไม่ใช่สัญญาณของการอ่อนข้อ หากแต่เป็นความพยายาม "หยุดความเสี่ยงของสงคราม" โดยไม่ยอมเสียไพ่ยุทธศาสตร์ในมือ
คำสั่งของเปเซชเคียนมีขึ้น หลังจากที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิด "สงครามระดับภูมิภาค"
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบโต้ว่า หากอิหร่านไม่ตกลงในข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และไม่หยุดสังหารกลุ่มผู้ประท้วง พวกเขาจะได้รู้ว่า สงครามจะเกิดขึ้นจริงตามที่พูดหรือไม่
รายงานระบุว่า ทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเรื่องการใช้กำลังทหารโจมตีอิหร่าน แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีและเรือรบหลายลำเข้าสู่ตะวันออกกลางไปเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาก็ตาม
ด้านคาเมเนอียืนยันว่า อิหร่านจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มสงครามและไม่มีนโยบายโจมตีประเทศใดก่อน แต่ชาวอิหร่านจะ "สวนกลับอย่างหนัก" ต่อใครก็ตามที่คิดจะโจมตีหรือคุกคามอิหร่าน
*ตัวกลางในภูมิภาค: กันชนสุดท้ายก่อนวิกฤตลุกลาม
บทบาทของโอมาน กาตาร์ ตุรกี และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย สะท้อนความกังวลร่วมกันว่า หากสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญหน้ากันโดยตรง ผลกระทบจะลุกลามทั่วทั้งภูมิภาค ตั้งแต่ความมั่นคงไปจนถึงพลังงาน
ความพยายามดึงทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา จึงไม่ใช่แค่การไกล่เกลี่ย แต่คือความพยายามปกป้องเสถียรภาพของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การมีตัวกลางหลายประเทศก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน และอาจเป็นเหตุผลที่อิหร่านต้องการลดรูปแบบการเจรจาให้เหลือเพียงสองฝ่ายเท่านั้น
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) ว่า ขณะนี้มีการหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศในภูมิภาคและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวในการแถลงข่าวว่า การพูดคุยกำลังดำเนินอยู่เพื่อดึงทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายพยายามผลักดันร่วมกัน
อัล อันซารียังเน้นย้ำถึงการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยระบุว่า ตุรกีกำลังมีบทบาทสำคัญ ขณะที่อียิปต์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ต่างกำลังติดต่อและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีบทบาทเชิงบวกต่อการคลี่คลายสถานการณ์
*นิวเคลียร์: ไพ่ต่อรองสำคัญของอิหร่าน
การที่อิหร่านยืนยันว่าจะไม่ขนย้ายคลังยูเรเนียมออกนอกประเทศ แต่เปิดช่องว่า สามารถลดระดับการเสริมสมรรถนะลงได้ หากมีมาตรการตอบแทนที่เหมาะสมนั้น เท่ากับเป็นการรักษาไพ่ต่อรองสำคัญที่สุดของอิหร่านเอาไว้
ท่าทีนี้สะท้อนแนวคิด "พร้อมเจรจา แต่ไม่ยอมถูกบีบบังคับ" โดยส่งสัญญาณว่า ช่องทางการทูตยังเป็นไปได้ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายลง อิหร่านก็เตรียมพร้อมรับมือทุกทางเลือก
อาลี บาเกรี คานี เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านกล่าวเมื่อวันจันทร์ (2 ก.พ.) ว่า อิหร่านไม่มีแผนจะส่งวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วไปยังประเทศใด โดยเขาแสดงความเห็นดังกล่าว หลังจากรัสเซียและตุรกีเสนอแนวคิดว่า อาจเป็นเจ้าภาพหรือรับดำเนินการเกี่ยวกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านเพื่อช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาค
*อิสราเอล: แรงต้านสำคัญในสมการเจรจา
อิสราเอลยังคงเป็นตัวแปรที่จะทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ราบรื่น โดยเริ่มตั้งแต่การเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับรองเสรีภาพในการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล ไปจนถึงการกดดันให้อิหร่านยุติโครงการขีปนาวุธและการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง
ท่าทีแข็งกร้าวและการเตรียมความพร้อมทางทหารของอิสราเอล ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการทูต และทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดการปะทะกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เจ้าหน้าที่อิสราเอลส่งสัญญาณเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) ว่า ยังมีความกังขาต่อโอกาสที่จะเกิดความคืบหน้าทางการทูตในภูมิภาค ขณะที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางถึงอิสราเอลเพื่อเข้าร่วมการหารือท่ามกลางความพยายามของนานาชาติในการรื้อฟื้นการทูตเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
วิตคอฟฟ์เดินทางถึงอิสราเอลเมื่อวันอังคารเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับผู้นำอิสราเอล ก่อนที่เขาจะเดินทางไปพบปะกับ เซย์เยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่มีการวางแผนไว้ในวันศุกร์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงนิวเคลียร์
การประชุมของวิตคอฟฟ์ที่กรุงเยรูซาเลมนั้นมี เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล, อิสราเอล แคตซ์ รัฐมนตรีกลาโหม และเอยาล ซามีร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอลเข้าร่วม โดยภายหลังการประชุม สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า จุดยืนของอิสราเอลคือ อิหร่าน "ได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่อาจไว้วางใจให้รักษาคำมั่นสัญญาได้"
*การเผชิญหน้า: สัญญาณอันตรายที่อาจล้มโต๊ะเจรจา
เหตุการณ์เผชิญหน้าทางทะเล รวมถึงการยิงโดรนอิหร่านตกและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตอกย้ำความเปราะบางของภูมิภาคที่มีการเสริมกำลังทหารหนาแน่น ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจลุกลามเกินควบคุม และกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานของโลกทันที
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (3 ก.พ.) กองทัพสหรัฐฯ ทำการยิงโดรนของอิหร่าน โดยอ้างว่า โดรนดังกล่าวได้ทำการบินเข้ามาใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่จอดอยู่ในบริเวณน่านน้ำทะเลอาหรับ ขณะเดียวกัน มีรายงานความเคลื่อนไหวของเรือรบอิหร่านที่เข้าประชิดเรือขนส่งน้ำมันของสหรัฐฯ ในน่านน้ำโอมาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสั่นคลอนต่อความพยายามในการฟื้นฟูการเจรจานิวเคลียร์ที่มีกำหนดการหารือในวันศุกร์ที่จะถึงนี้
แม้กระแสข่าวการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านที่โอมานในวันศุกร์นี้จะช่วยเพิ่มความหวังให้ตลาดโลก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่ของการพูดคุยยังถูกจำกัดด้วยแรงกดดันทางทหาร, ความไม่ไว้วางใจกัน และเสียงคัดค้านจากพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ในสมการนี้ การทูตยังเป็นทางออกเดียวที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ โต๊ะเจรจากลับเป็นส่วนหนึ่งของเกมการต่อรองอำนาจ และนั่นทำให้ตะวันออกกลางยังคงอยู่บนเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างการคลี่คลายกับการจุดปะทุความขัดแย้งครั้งใหม่