In Focusเมื่อสงครามอิหร่านลากยาว "น้ำ" กลายเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังมองข้าม

ข่าวต่างประเทศ Wednesday March 25, 2026 14:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านนับจนถึงวันนี้ลากยาวมาเกือบเดือนแล้ว ขณะที่ทั่วโลกต่างเกาะติดสถานการณ์การยิงขีปนาวุธและการโจมตีโต้กันตอบแบบนาทีต่อนาที เพราะความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานอย่างร้อนแรง

ล่าสุดสถานการณ์ตึงเครียดดูเหมือนจะลดระดับความรุนแรงลงบ้างแล้ว หลังมีรายงานข่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้ส่งแผนสันติภาพให้กับอิหร่านเพื่อพยายามยุติสงครามนี้ ขณะเดียวกัน จังหวะของการโจมตีก็เริ่มทิ้งระยะห่างมากขึ้น เมื่อจำนวนการยิงขีปนาวุธของอิหร่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีการประเมินกันว่าลดลงมากถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงพีค

อย่างไรก็ดี ความร้อนแรงที่ลดลงนี้ทำให้มีบางฝ่ายกังวลว่า แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ "เกมยาว" ที่เน้นบั่นทอนความมั่นคงในระยะยาวมากกว่าการเข้าปะทะซึ่งหน้า ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันที่ตลาดโลกเฝ้าจับตานั้น ยังมีอีกความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นและอาจสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่า นั่นคือความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะระบบผลิตน้ำจืดจากทะเล (Desalination) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามแห่งความอดทน การโจมตีที่มองไม่เห็นหรือการขัดขวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอาจกลายเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังถูกประเมินค่าต่ำไป

* เมื่อยุทธศาสตร์เปลี่ยนจาก "ความแรง" เป็น "ความอึด"

รูปแบบความขัดแย้งที่เปลี่ยนไปในขณะนี้สะท้อนให้เห็นการขยับตัวจากการปะทะกันอย่างรุนแรง มาเป็นการใช้กำลังในระดับที่คำนวณมาอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยในช่วงแรก ๆ จะเป็นการใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีค่อนข้างถี่ เพื่อแสดงแสนยานุภาพและความมุ่งมั่น แต่ระยะหลังมานี้ จังหวะการโจมตีกลับดูเหมือนจะเป็นการเลือกเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการทหารลดลงเสมอไป แต่สอดคล้องกับลักษณะของความขัดแย้งที่กำลังเข้าสู่โหมดการสู้รบระยะยาว ซึ่งปัจจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และความอดทน จะเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในสภาวะเช่นนี้ เป้าหมายหลักไม่ใช่การเอาชนะให้ได้ในทันที แต่คือความสามารถในการรักษาแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้ามไปเรื่อย ๆ โดยไม่ให้ตัวเองต้องแบกรับภาระหนักจนเกินไป

หากย้อนดูบทเรียนจากประวัติศาสตร์อย่างสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 2523 ถึง 2531 แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งในภูมิภาคนี้สามารถลากยาวไปได้หลายปี ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมักจะตัดสินกันที่ "ความอึด" ของแต่ละฝ่าย แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะมีความแตกต่างกันในหลายมิติ แต่บทเรียนสำคัญที่ยังใช้ได้เสมอคือ ในสงครามที่ยืดเยื้อ ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นและอดทนมักจะได้เปรียบมากกว่าฝ่ายที่เน้นโหมกำลังเพียงอย่างเดียว

* เมื่อ "น้ำ" กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปราะบางไม่แพ้ "น้ำมัน"

เมื่อการสู้รบยืดเยื้อออกไป นิยามของคำว่า "เป้าหมายทางยุทธศาสตร์" มักจะขยายวงกว้างขึ้น แม้เป้าหมายทางทหารจะยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ความสนใจเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมให้ขับเคลื่อนไปได้

โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญมานานแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดการหยุดชะงักขึ้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานและราคาน้ำมันโลกอย่างที่เข้าใจกันดี

แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทันสังเกต คือความสำคัญของระบบจัดการน้ำ เพราะน้ำต่างจากพลังงานตรงที่บางครั้งเรายังพอจะเปลี่ยนเส้นทางขนส่งหรือกักเก็บสำรองไว้ได้ แต่น้ำประปานั้นมีลักษณะเฉพาะถิ่นและหาแหล่งทดแทนได้ยากกว่ามาก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ขาดแคลนแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติ ความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจึงถือเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

* "ระบบผลิตน้ำจืด" จุดเปราะบางที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับขาดไม่ได้

การขาดแคลนน้ำถือเป็นปัญหาที่เกือบทุกประเทศในแถบอ่าวอาหรับต้องเผชิญ ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศต่าง ๆ แก้ปัญหานี้ด้วยการทุ่มงบลงทุนมหาศาลในระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อเปลี่ยนน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำอุปโภคบริโภค

ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. กำลังทำให้ระบบประปาที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ตกอยู่ในความเสี่ยง แม้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียจะขับเคลื่อนด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ประชากรต้องพึ่งพาน้ำจืดจากกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเลในการดำรงชีวิต

เดวิด มิเชล นักวิชาการสมทบจากโครงการความมั่นคงทางอาหารและน้ำโลก แห่งศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตะวันออกกลางถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลก โดยตลอดแนวคาบสมุทรอาหรับไม่มีแม่น้ำสายหลักที่ไหลถาวรแม้แต่สายเดียว มีเพียงโอมานและเยเมนที่พอจะมีทะเลสาบเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำกร่อย ซึ่งสำหรับกลุ่มประเทศ GCC อย่างบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบียแล้ว แหล่งน้ำหลักมาจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน แต่ปัจจุบันกลับถูกขุดขึ้นมาใช้เกินขีดจำกัดจนธรรมชาติไม่สามารถฟื้นฟูได้ทัน

ในช่วงต้นของความขัดแย้ง โรงงานผลิตน้ำจืดในคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้รับความเสียหายทางอ้อมจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ขณะที่ล่าสุดมีรายงานว่าโรงงานในบาห์เรนและอิหร่านถูกโจมตีโดยเจตนา ซึ่งการมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญที่อาจกระทบต่อการใช้น้ำของประชากรหลายล้านคนทั่วภูมิภาค

ระบบผลิตน้ำจืดจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในกาตาร์และบาห์เรน ที่จัดสรรน้ำจืดกว่า 50% ให้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมีและศูนย์ข้อมูล ดังนั้น หากระบบเหล่านี้หยุดชะงัก ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนในวงกว้าง

ความกังวลด้านความมั่นคงได้พุ่งสูงขึ้นนับแต่เริ่มสงคราม แม้ปัจจุบันการจ่ายน้ำจะยังไม่ได้รับผลกระทบจนถึงขั้นวิกฤติ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความเสี่ยงนั้นมีอยู่ เนื่องจากโรงงานผลิตน้ำจืดของกลุ่ม GCC เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ยากต่อการป้องกันการโจมตีทางอากาศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังอาจใช้วิธีปิดกั้นหรือจงใจทำให้จุดรับน้ำทะเลในอ่าวเปอร์เซียเกิดการปนเปื้อน เพื่อตัดวงจรการผลิตน้ำจืด ทั้งยังอาจมีการคุกคามทางไซเบอร์ด้วยการเจาะระบบไอทีหรือระบบควบคุมการผลิตของผู้ให้บริการน้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมาอิหร่านเคยพุ่งเป้าโจมตีระบบสาธารณูปโภคและพลังงานทั้งในกลุ่ม GCC, สหรัฐฯ และอิสราเอลมาแล้วหลายครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดสภาวะพึ่งพาเชิงโครงสร้างที่ยากจะหาอะไรมาทดแทน เพราะเราไม่สามารถนำเข้าน้ำในปริมาณมหาศาลได้เหมือนกับการนำเข้าพลังงาน ขณะที่แหล่งน้ำทางเลือกอื่น ๆ อย่างน้ำบาดาล ก็มีจำกัดและมักจะไม่ยั่งยืนในระยะยาว

* วิกฤติสาธารณูปโภค ที่อาจกลายเป็นหายนะทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่ระบบน้ำหยุดชะงักมักเป็นประเด็นที่ถูกมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงสามารถลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ แม้จะเป็นการขัดข้องเพียงระยะสั้น แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความตึงเครียดให้แก่ระบบผังเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและมีขีดความสามารถในการสำรองน้ำจำกัด

ภาคอุตสาหกรรมคือด่านแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน และภาคการผลิต ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำอย่างสม่ำเสมอทั้งในกระบวนการผลิตและระบบหล่อเย็น หากการหยุดชะงักนี้ลากยาวออกไป ย่อมส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง และเกิดเอฟเฟกต์โดมิโนต่อระบบการผลิตในภูมิภาค รวมถึงกระทบต่อซัพพลายเชนระดับโลก จากการที่โรงงานเหล่านี้ผลิตน้ำมันไม่ได้ตั้งแต่แรก

ในระดับมหภาคนั้น วิกฤตินี้อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการผลิตที่ลดลงบวกกับความไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน จะถูกสะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีมิติทางสังคมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจตามมา เพราะการขาดแคลนน้ำกลายเป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำทางเลือกอื่น ซึ่งในกรณีที่ร้ายแรงนั้นอาจกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศและบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสำหรับตลาดเงินนั้น สิ่งนี้จะทำให้ต้องประเมินค่าความเสี่ยงกันใหม่ และทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นในการตัดสินใจวางเงินลงทุนระยะยาว

แม้จะมีปัจจัยน่ากังวลหลายด้าน แต่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำกลับยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความชัดเจนของภาพที่เห็น เนื่องจากสถานการณ์ทางการทหารหรือการชะงักงันของพลังงานมักจะสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีและวัดผลได้ชัดเจน ในขณะที่ความตึงเครียดของโครงสร้างพื้นฐานนั้นมักจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ และมีการเปิดเผยข้อมูลที่น้อยกว่า

ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า อาจมีช่องว่างระหว่างความเสี่ยงที่ตลาดรับรู้กับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่จริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผลกระทบไม่ได้มาในรูปแบบของการเกิดภาวะช็อกอย่างกะทันหัน แต่เป็นการบั่นทอนระบบไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาของสงครามที่ยืดเยื้อ

* พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ใช้ "การทูตเรื่องน้ำ" เป็นตัวเร่งยุติสงคราม

ความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำนั้น ในทางกลับกันอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการหันหน้าเข้าหากันทางการทูต เพราะเมื่อสงครามยืดเยื้อ การตระหนักว่าความมั่นคงทางน้ำคือภัยคุกคามที่ส่งผลต่อการอยู่รอด อาจบีบให้ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนจากการประชันแสนยานุภาพทางทหาร มาเป็นการใช้ "การทูตเรื่องน้ำ" (Water Diplomacy) เพื่อเจรจาหาทางออกร่วมกันแทน

ในภูมิภาคที่ไม่มีแม่น้ำสายหลักและแหล่งน้ำบาดาลก็ถูกขุดขึ้นมาใช้จนเกือบหมด น้ำคือเส้นตายสุดท้ายที่ทุกคนข้ามไม่ได้ ความกลัวว่าระบบทั้งหมดจะล่มสลายอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดแผนสันติภาพขึ้นมา เพราะแม้แต่อิหร่านเองก็จะเดือดร้อนไปด้วย หากโรงงานน้ำจืดของตนเองถูกโจมตี

ท้ายที่สุดแล้ว จุดชี้วัดสำคัญของความขัดแย้งในอิหร่านอาจไม่ใช่ความรุนแรงของการปะทะ แต่เป็นระยะเวลาที่ลากยาวออกไป เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนผ่านไป ความสนใจจึงเริ่มขยับจากการสู้รบทางทหาร ไปสู่ความทนทานของระบบต่าง ๆ ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำจืดจึงกลายเป็นจุดที่สำคัญและเปราะบางอย่างมาก เพราะเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตประจำวัน สนับสนุนภาคการผลิตอุตสาหกรรม และช่วยให้เศรษฐกิจทั้งหมดในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

สำหรับตลาดเงินแล้ว นัยสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่การบอกว่าการหยุดชะงักของระบบน้ำจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงรูปแบบหนึ่งที่อาจยังไม่ถูกนำไปคำนวณ แน่นอนว่าน้ำมันจะยังคงเป็นโฟกัสที่ตลาดตอบสนอง และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หัวใจสำคัญที่ลึกซึ้งกว่านั้นอาจอยู่ที่ความมั่นคงของระบบที่คนมองไม่เห็น

ในสงครามที่ยืดเยื้อ การชะงักงันที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดมักไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นปุบปับเสมอไป บางครั้งปัญหาจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และในสถานการณ์เช่นนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ภาวะช็อกที่รุนแรงในคราวเดียว แต่เป็นจุดติดขัดที่ค่อย ๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างช้า ๆ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในวันที่น้ำเริ่มหยุดไหล


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ