In Focusจับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ อเมริกันชนจะให้ "ทรัมป์" ผ่านหรือไม่ผ่าน

ข่าวต่างประเทศ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561 10:56 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ปกติแล้ว การเลือกตั้งกลางเทอมจะเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐดำรงตำแหน่งมาได้ครึ่งทาง (2 ปี จากวาระ 4 ปี) โดยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 6 พ.ย.นี้จะมีการชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันที่มีต่อผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงความชอบธรรมที่ประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งต่อไป โดยเฉพาะประธานาธิบดีผู้ยึดมั่นในนโยบาย "America First" "ทรัมป์" ชูนโยบายเศรษฐกิจ-ผู้อพยพ บั่นทอนความน่าเชื่อถือ หวั่นต่างชาติแทรกแซง

นโยบายที่ชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญนั้น มีทั้งนโยบายสุขภาพ เศรษฐกิจ การจ้างงาน การครอบครองอาวุธปืน ผู้อพยพ การปฏิรูปภาษี รวมถึงการต่างประเทศ โดยในระหว่างการช่วยลูกพรรคหาเสียงที่เมืองฮิวสตัน ปธน.ทรัมป์ก็ไม่พลาดโปรยยาหอมด้วยการชูนโยบายลดภาษีเพิ่มเติมอีก 10% สำหรับชาวอเมริกันชนชั้นกลาง หลังจากที่ได้ประกาศปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปีไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 21% จากระดับ 35%

ผู้นำสหรัฐยังยืนยันด้วยว่า สหรัฐต้องเร่งสร้างกำแพงชายแดนเพื่อป้องกันขบวนผู้อพยพจากอเมริกากลางซึ่งถือเป็น "การจู่โจมประเทศของเรา" หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้กล่าวที่วอชิงตันว่าจะเริ่มตัดหรือลดความช่วยเหลือแก่สามประเทศในอเมริกากลาง ได้แก่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ โดยมีการคาดการณ์ว่าเงินช่วยเหลือในปีงบประมาณ 2562 จะลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับปี 2559

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังชูผลงานด้านเศรษฐกิจของตนเอง โดยระบุว่า เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นกว่าเดิม บริษัทต่างๆเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐ และอัตราว่างงานก็ลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นยังย้ำว่าตนเองปกป้องผลประโยชน์ของประเทศด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงการค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ที่จะเข้ามาแทนที่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ซึ่งเริ่มมีการเจรจากันเมื่อปี 2560 และตกลงกันได้เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2561 และคาดว่า จะผ่านสภาคองเกรสก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2563

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย Bankrate ระบุว่า 45% ของชาวอเมริกันมองว่าสถานการณ์ด้านการเงินของตนเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2559 ขณะที่ 38% มองว่า สถานการณ์ด้านการเงินของตนเองดีขึ้น ส่วน 17% ระบุว่า สถานการณ์ด้านการเงินของตนเองย่ำแย่ลง

ในขณะที่ปธน.ทรัมป์พยายามชูสรรพคุณของตัวเองเพื่อเรียกคะแนนเสียง แต่ภายในประเทศเองกลับเกิดเหตุการณ์ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้นำสหรัฐออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ปธน.ทรัมป์ได้รับมรดกจากบิดามากกว่าที่เขาแจ้งต่อทางการ และครอบครัวของเขายังใช้แผนพลิกแพลงต่างๆเพื่อจ่ายภาษีน้อยลง อย่างไรก็ตาม นายชาร์ลส์ ฮาร์เดอร์ ทนายความของปธน.ทรัมป์ เปิดเผยว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีและการฉ้อโกงที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานนั้นไม่เป็นความจริง และเป็นการหมิ่นประมาทปธน.ทรัมป์อย่างรุนแรง

หลังจากนั้นในช่วงปลายเดือนต.ค.ก็เกิดเหตุป่วนเมือง โดยมีการส่งพัสดุ 12 ชิ้นที่บรรจุวัตถุระเบิดไปยังบุคคลต่างๆที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับปธน.ทรัมป์ ทั้งอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา, อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และนางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง, นายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ, นายจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงิน, นายโรเบิร์ต เดอ นีโร นักแสดงชื่อดัง, สำนักข่าว CNN รวมทั้งสมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรคเดโมแครต และผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตอีกหลายคน ซึ่งปธน.ทรัมป์ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม แม้ว่าเจ้าหน้าที่สามารถสกัดพัสดุเหล่านั้นได้และจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้วก็ตาม

ล่าสุด ทรัมป์ได้ทวีตข้อความเมื่อวานนี้ เตือนนักลงทุนว่า ถ้าพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 6 พ.ย. ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทรุดตัวลง

"ตลาดหุ้นได้พุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ขณะนี้กำลังชะลอตัวลง โดยผู้คนกำลังรอดูผลการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งถ้าคุณอยากให้หุ้นของคุณตก ผมก็ขอแนะนำให้คุณลงคะแนนเสียงเลือกพรรคเดโมแครต เพราะพวกเขาชอบรูปแบบทางการเงินของเวเนซุเอลา โดยเก็บภาษีสูง และเปิดชายแดน" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

คำกล่าวของปธน.ทรัมป์สอดคล้องกับคำเตือนของนายมาร์ค โมเบียส ประธานกรรมการบริหาร เทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป และผู้ก่อตั้งบริษัทโมเบียส แคปิตัล พาร์ทเนอร์ส ที่ระบุว่า ตลาดหุ้นจะทรุดตัวลงมากขึ้น หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559 ได้เกิดกรณีรัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ซึ่งเหตุฉาวโฉ่ดังกล่าวยังไม่คลี่คลายมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าปธน.ทรัมป์ปฎิเสธการมีส่วนรู้เห็นมาโดยตลอด สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐรายงานว่ารัสเซียพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งอีก นอกจากนั้นยังมีจีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

ปธน.ทรัมป์พยายามเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยการลงนามคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อใช้สิทธิอำนาจในการลงโทษบุคคลและบริษัทต่างชาติที่แทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐ โดยนายแดน โคทส์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยว่า คำสั่งดังกล่าวจะมอบอำนาจให้กับฝ่ายข่าวกรองในการประเมินว่า มีบุคคลต่างชาติ คณะบุคคลต่างชาติ หรือประเทศอื่นๆ แทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐหรือไม่ และมาตรการคว่ำบาตรจะบังคับใช้โดยอัตโนมัติหากพบว่ามีการแทรกแซงจากต่างชาติ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงการคลังของสหรัฐ ซึ่งมีข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวด้วยเช่นกัน อาจมีการประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม "หากมาตรการคว่ำบาตรอัตโนมัติยังไม่เพียงพอ" โดยมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวอาจครอบคลุมการสกัดกั้นทรัพย์สินของบุคคลและกลุ่มบุคคลภายในเขตอำนาจของสหรัฐ พร้อมสั่งห้ามไม่ให้บุคคลและกลุ่มบุคคลของสหรัฐมีการติดต่อทางธุรกิจหรือลงทุนกับบุคคลกลุ่มนี้

ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นและบรรดานักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเดโมแครตไม่น่าจะคว้าเสียงส่วนใหญ่ได้ทั้งสองสภา แต่น่าจะคว้าคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้การบริหารประเทศของปธน.ทรัมป์ยากลำบากขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า เพราะการผ่านกฎหมายต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อย่างไรก็ดี หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาที่นั่งในสภาเอาไว้ได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ก็จะทำให้ปธน.ทรัมป์สามารถยืดอกและประกาศได้เต็มปากว่า ชาวอเมริกันสนับสนุนให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อไป


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ