
41.6 % อยากให้รัฐบาลใหม่มีนโยบาย การรักษาอธิปไตยและไม่ให้มีภัยคุกคามต่อประเทศไทย
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับไทย-กัมพูชา โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการเก็บข้อมูลในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,145 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 23 - 26 ธันวาคม 2568 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamaneกำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2568 ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีทั้งพื้นที่บนบก เริ่มต้นจากสามเหลี่ยมมรกต ผ่านสันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักร่องน้ำลึก ทิวเขาบรรทัดและบรรจบทางน้ำบริเวณอ่าวไทยต่อเนื่องไปจนถึงบนผืนน้ำ มีความยาวประมาณ 817 กิโลเมตร จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกับพรมแดนกัมพูชาประกอบไปด้วยจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด การเกิดเหตุปะทะรอบแรกเมื่อช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และการปะทะรอบที่ 2 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 การหยุดยิงในเวลา 12.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ตามที่ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ไทย-กัมพูชา ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม 16 ข้อ โดยทั้งสองฝ่ายตกลง หยุดยิงทันที และห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม โดยจะมีการสังเกตการณ์การหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมงเพื่อยืนยันว่าสถานการณ์สงบลง ทำให้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทัพไทยได้ดำเนินการส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย กลับสู่ประเทศกัมพูชา การสำรวจสำรวจความคิดเห็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มองภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา การติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา ประเด็น ไทย-กัมพูชา ที่ประชาชนจดจำ นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 8 ก.พ. 69และการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในปัจจุบัน อันดับแรกคือ มีความขัดแย้ง ร้อยละ 62.5 อันดับสองคือ เป็นคู่ขัดแย้ง ร้อยละ 17.3อันดับที่สามคือ เป็นมิตรที่ดี ร้อยละ 12.1 และอันดับสุดท้ายคือ เป็นปกติ ร้อยละ 8.1
และมีการติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา อันดับแรกคือ ติดตามบ้าง ร้อยละ 44.1 อันดับสองคือ ติดตามตลอด ร้อยละ 42.2 และอันดับสุดท้ายคือ ไม่ค่อยติดตาม ร้อยละ 13.7
เมื่อกล่าวถึงประเด็น ไทย-กัมพูชา กลุ่มตัวอย่างนึกถึงในประเด็น อันดับแรกคือ กรณีพิพาท พื้นที่ทับซ้อน ร้อยละ 37.4 อันดับสองคือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ร้อยละ 30.4 อันดับที่สามคือ แรงงานต่างด้าวและการค้าชายแดน ร้อยละ 15 อันดับที่สี่คือ ปัญหาการทับซ้อนด้านวัฒนธรรม ร้อยละ 14.9และอันดับสุดท้ายคือ การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ร้อยละ 2.3
นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 8 ก.พ. 69 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า มีผลมาก ร้อยละ 53.5 รองลงมาคือ มีผลปานกลาง ร้อยละ 30.2 และ ไม่มีผล ร้อยละ 16.3
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลใหม่มีนโยบาย ในการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชา อันดับแรกคือ รักษาอธิปไตยและไม่ให้มีภัยคุกคามต่อประเทศไทย ร้อยละ 41.6 อันดับสองคือ แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ในประเทศกัมพูชา ร้อยละ 31.1 อันดับที่สามคือ ส่งเสริมการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวร่วมกัน ร้อยละ 17.1 และอันดับสุดท้ายคือ กรณีพิพาท พื้นที่ทับซ้อน ร้อยละ 10.2