
กระทรวง อว. โดย วว. จับมือ 6 หน่วยงานพันธมิตร ยกระดับเกษตรไทย "ศ.ดร.ยศชนัน" ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี ขับเคลื่อน "โครงการปุ๋ยสั่งตัดเพื่อเกษตรกรไทย" พร้อมมอบเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติให้กับ 5 สหกรณ์ มุ่งนำร่องลดต้นทุนการผลิตยั่งยืน
กระทรวงการอดมศกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผนึกกำลัง 6 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อน "โครงการปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย" นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการเกษตร ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดตรงตามสภาพดินจริงทั่วประเทศ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุมโดมร่มเกล้าจามจุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานีโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ พร้อมส่งมอบ "เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ" ให้แก่ประธานสหกรณ์การเกษตรนำร่อง 5 แห่งในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ได้แก่
1.สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี 2.สหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี 3.สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน 4.สหกรณ์การเกษตรสร้างคอม และ 5.สหกรณ์การเกษตรหนองวัวซอ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นไฮไลท์สำคัญในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)"นวัตกรรมปุ๋ยสั่งตัด" นับเป็นทางรอดเกษตรกรไทยที่เป็นรูปธรรม ในยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยโครงการปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย ถือเป็นโมเดลบูรณาการที่ดึงจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานเข้ามาดำเนินงานเชื่อมโยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์ธาตุอาหารดิน (กรมพัฒนาที่ดิน) การกำหนดสูตรปุ๋ยและสนับสนุนนวัตกรรมเครื่องผสมปุ๋ย (วว.) การสนับสนุนมาตรฐานวิชาการพืช (กรมวิชาการเกษตร) การบริหารจัดการระบบสหกรณ์ (กรมส่งเสริมสหกรณ์) ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการเงินและเครือข่ายเกษตรกร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีสิ้นเปลือง เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการนำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เนื่องจากหลายคนยังมีข้อกังวลว่าการใช้ปุ๋ยสูตรใหม่จะให้ผลผลิตดีเทียบเท่ากับปุ๋ยที่ใช้อยู่ตามปกติหรือไม่ จึงจำเป็นต้องทดลองและแสดงผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป จะมุ่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสามารถผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และลดรายจ่ายด้านต้นทุนการเพาะปลูก
ขณะเดียวกัน ได้รับการสนับสนุนเครื่องผลิตปุ๋ยเพิ่มเติมจำนวน 5 ชุด ซึ่งจะนำไปประสานการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานและพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความสนใจ โดยสามารถนำเครื่องดังกล่าวไปใช้หรือจัดหาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องผลิตปุ๋ยรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เครื่องผสมปุ๋ยทั่วไปที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำองค์ความรู้และผลวิเคราะห์ดินมาใช้ผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืชและสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและรายจ่ายให้กับเกษตรกรในระยะยาว
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติเป็นผลงานนวัตกรรมที่บูรณาการพัฒนาโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวง อว. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช./MTEC) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดยมีจุดเด่นและคุณสมบัติของเครื่องฯ ดังนี้ 1.ความแม่นยำสูง (Tailor-made Fertilizer) คำนวณและผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับค่าวิเคราะห์ดินจริงของแต่ละพื้นที่โดยอัตโนมัติ ช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นตรงตามความต้องการ 2.ผสานพลังอินทรีย์ รองรับการผสมและคลุกเคล้าปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยฟื้นฟูสภาพดิน ลดการใช้สารเคมีเกินจำเป็น และส่งเสริมความยั่งยืนทางการเกษตร และ 3.ขับเคลื่อน Smart Farming ตอบโจทย์นโยบายเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยและเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต
"...การส่งมอบเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติในครั้งนี้ จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงเข้าถึงปุ๋ยที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของพืชและสภาพดินในราคาที่ถูกลง พร้อมเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขยายผลเทคโนโลยีสู่ระดับชุมชนและเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม..." ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป
ภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนี้ถือว่าเห็นผลลัพธ์ในพื้นที่อย่างชัดเจน ปัจจุบันมีเกษตรกรใน 8 อำเภอของอุดรธานีเข้าร่วมแล้ว 442 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพารา นาข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย กว่า 2,818 ไร่ โดยชาวบ้านจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชุดตรวจดินภาคสนาม (Soil Test Kit) เพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร และคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีให้พอดีกับความต้องการของดินและพืช
ผลจากการปรับเปลี่ยนวิธีนี้ ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง ยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี 41 รายแรก ที่หันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดจำนวน 343 กระสอบ (17,150 กิโลกรัม) พบว่าสามารถประหยัดเงินค่าปุ๋ยเคมีไปได้ทันทีถึง 139,200 บาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้จริง ทั้งยังเป็นการหมุนเวียนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาทำปุ๋ย ซึ่งช่วยลดปัญหา PM 2.5 และฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาวอีกด้วย#อว #วว #ปุ๋ยสั่งตัด #อุดรธานี #ครมสัญจร #นวัตกรรมเกษตร #ลดต้นทุนเกษตรกร#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)